ปัญหาที่นักวิจัยมักเผชิญกับการทำกรณีศึกษา
คุณเคยรู้สึกสับสนเมื่อต้องเริ่มต้นทำวิจัยแบบ กรณีศึกษา หรือไม่? หลายครั้งที่นักวิจัย โดยเฉพาะผู้เริ่มต้น มักประสบปัญหาในการทำความเข้าใจว่ากรณีศึกษาคืออะไรกันแน่ แตกต่างจากการวิจัยประเภทอื่นอย่างไร ควรเลือกใช้เมื่อไหร่ และจะดำเนินการอย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่มีคุณภาพ ปัญหาเหล่านี้อาจนำไปสู่การเลือกใช้ระเบียบวิธีวิจัยที่ไม่เหมาะสม การเก็บข้อมูลที่ไม่ตรงจุด หรือแม้แต่การสรุปผลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกถึงพื้นฐานและคำจำกัดความของกรณีศึกษาอย่างครอบคลุม ตั้งแต่แก่นแท้ของระเบียบวิธีวิจัยนี้ ไปจนถึงประเภท ประโยชน์ ข้อควรระวัง และข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เพื่อให้คุณสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการทำวิจัยได้อย่างมั่นใจ มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามหลักจริยธรรมทางวิชาการ ไม่ว่าคุณจะเป็นนักศึกษา นักวิชาการ หรือนักวิจัยอิสระ บทความนี้คือ คู่มือการเขียนและพัฒนางานวิจัย ฉบับสมบูรณ์ ที่จะช่วยให้คุณเข้าใจและใช้งานกรณีศึกษาได้อย่างแท้จริง
กรณีศึกษาคืออะไร? ทำความเข้าใจแก่นแท้
กรณีศึกษา (Case Study) คือระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพประเภทหนึ่งที่มุ่งเน้นการศึกษาปรากฏการณ์ บุคคล กลุ่ม องค์กร เหตุการณ์ หรือสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งอย่างลึกซึ้งและละเอียดในบริบทจริง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจในเชิงลึกถึง "ทำไม" และ "อย่างไร" ของปรากฏการณ์นั้นๆ
หัวใจสำคัญของกรณีศึกษาคือการเจาะลึก ไม่ใช่การสรุปอ้างอิงไปยังประชากรกลุ่มใหญ่ นักวิจัยจะรวบรวมข้อมูลจากแหล่งที่หลากหลาย เช่น การสัมภาษณ์ การสังเกต การวิเคราะห์เอกสาร หรือบันทึกต่างๆ เพื่อสร้างภาพที่สมบูรณ์และรอบด้านของ "กรณี" ที่กำลังศึกษาอยู่
ลักษณะสำคัญของกรณีศึกษา:
- การศึกษาเชิงลึก: มุ่งเน้นการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ในรายละเอียด ไม่ใช่การหาความสัมพันธ์เชิงสถิติ
- บริบทจริง: ศึกษาในสภาพแวดล้อมธรรมชาติที่ปรากฏการณ์นั้นเกิดขึ้น
- ขอบเขตจำกัด: เน้นที่ "กรณี" เดียวหรือจำนวนน้อย เพื่อให้สามารถเจาะลึกได้
- ข้อมูลหลากหลาย: ใช้แหล่งข้อมูลหลายประเภท (Triangulation) เพื่อความน่าเชื่อถือ
- ทำความเข้าใจ "ทำไม" และ "อย่างไร": ตอบคำถามเชิงสำรวจและอธิบาย
ทำไมต้องเลือก "กรณีศึกษา"? ประโยชน์และสถานการณ์ที่เหมาะสม
การเลือกใช้กรณีศึกษาไม่ได้เหมาะกับทุกงานวิจัย แต่เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังอย่างยิ่งเมื่อต้องการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่ซับซ้อน หรือในสถานการณ์ที่ข้อมูลเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียวไม่สามารถให้คำตอบได้ครบถ้วน
ประโยชน์หลักของการทำกรณีศึกษา:
- ความเข้าใจเชิงลึก: ช่วยให้ได้ข้อมูลที่ละเอียดและลึกซึ้งเกี่ยวกับปรากฏการณ์ที่ไม่สามารถทำได้ด้วยวิธีอื่น
- สำรวจปรากฏการณ์ใหม่: เหมาะสำหรับการศึกษาหัวข้อที่ยังไม่เคยมีใครศึกษามาก่อน หรือมีข้อมูลน้อย
- สร้างทฤษฎี: สามารถใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาหรือปรับปรุงทฤษฎีได้
- ทำความเข้าใจบริบท: ช่วยให้เห็นภาพรวมของปัจจัยแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อปรากฏการณ์นั้นๆ
- ความยืดหยุ่น: สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการเก็บข้อมูลได้ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
สถานการณ์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้กรณีศึกษา:
- เมื่อต้องการศึกษาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในบริบทเฉพาะเจาะจง
- เมื่อต้องการตอบคำถามประเภท "ทำไม" หรือ "อย่างไร"
- เมื่อต้องการสำรวจหัวข้อที่มีความซับซ้อนและมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายด้าน
- เมื่อต้องการทำความเข้าใจประสบการณ์ มุมมอง หรือความหมายที่ผู้คนมีต่อปรากฏการณ์หนึ่งๆ
ตัวอย่าง: หากคุณต้องการศึกษาว่า "ทำไมโครงการพัฒนาชุมชนแห่งหนึ่งจึงประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ในขณะที่โครงการอื่นล้มเหลว" การทำกรณีศึกษาในชุมชนที่ประสบความสำเร็จนั้นจะช่วยให้คุณเจาะลึกถึงปัจจัยเชิงคุณภาพต่างๆ ที่มีส่วนร่วมได้อย่างละเอียด
ประเภทของกรณีศึกษา: มุมมองที่หลากหลายเพื่อการประยุกต์ใช้
กรณีศึกษาสามารถแบ่งประเภทได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และแนวทางการวิจัย การทำความเข้าใจประเภทเหล่านี้จะช่วยให้คุณเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับคำถามวิจัยของคุณได้
การแบ่งตามวัตถุประสงค์หลัก:
- กรณีศึกษาเชิงสำรวจ (Exploratory Case Study): มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและทำความเข้าใจปรากฏการณ์ใหม่ๆ หรือหัวข้อที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก เพื่อสร้างสมมติฐานหรือแนวคิดสำหรับการวิจัยต่อไป
- กรณีศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Case Study): มุ่งเน้นการอธิบายปรากฏการณ์ บุคคล หรือสถานการณ์อย่างละเอียดและรอบด้าน เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจภาพรวมของ "กรณี" นั้นๆ
- กรณีศึกษาเชิงอธิบาย (Explanatory Case Study): มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างตัวแปรต่างๆ หรืออธิบายว่า "ทำไม" เหตุการณ์บางอย่างจึงเกิดขึ้น
การแบ่งตามลักษณะของ "กรณี" และวัตถุประสงค์ของการศึกษา:
- กรณีศึกษาแบบเฉพาะเจาะจง (Intrinsic Case Study): เน้นการทำความเข้าใจ "กรณี" นั้นๆ ด้วยตัวของมันเอง เนื่องจากกรณีนั้นมีความน่าสนใจหรือมีความสำคัญในตัวเอง เช่น การศึกษาชีวิตของบุคคลสำคัญ หรือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร
- กรณีศึกษาแบบใช้เป็นเครื่องมือ (Instrumental Case Study): ใช้ "กรณี" เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์หรือประเด็นที่กว้างกว่า เช่น การศึกษาโรงเรียนแห่งหนึ่งเพื่อทำความเข้าใจปัญหาการศึกษาในภาพรวม
- กรณีศึกษาแบบรวม (Collective Case Study): เป็นการศึกษาหลายกรณีศึกษาเพื่อเปรียบเทียบหรือทำความเข้าใจปรากฏการณ์เดียวกันจากมุมมองที่หลากหลาย
การเลือกประเภทของกรณีศึกษาขึ้นอยู่กับ คำถามเชิงวาทศิลป์ ที่คุณต้องการตอบ และสิ่งที่คุณคาดหวังจะได้รับจากการวิจัย ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการศึกษาแนวคิดของ Kemmis and McTaggart ในบริบทของการวิจัยเชิงปฏิบัติการในโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่ง คุณอาจใช้กรณีศึกษาแบบใช้เป็นเครื่องมือเพื่อทำความเข้าใจการประยุกต์ใช้แนวคิดนั้นในสถานการณ์จริง
องค์ประกอบสำคัญของกรณีศึกษาที่ต้องพิจารณา
การทำกรณีศึกษาที่มีคุณภาพต้องอาศัยการวางแผนและพิจารณาองค์ประกอบสำคัญต่างๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือและตอบโจทย์วัตถุประสงค์การวิจัย
เช็คลิสต์องค์ประกอบสำคัญ:
| องค์ประกอบ | คำอธิบาย | สิ่งที่ต้องพิจารณา |
|---|---|---|
| 1. คำถามวิจัยที่ชัดเจน | คำถามที่มุ่งเน้น "ทำไม" หรือ "อย่างไร" และจำเพาะเจาะจงกับกรณีศึกษา | ต้องไม่กว้างเกินไป และสามารถตอบได้ด้วยการศึกษาเชิงลึก |
| 2. การเลือก "กรณี" | การคัดเลือกบุคคล กลุ่ม องค์กร หรือเหตุการณ์ที่จะศึกษา | ต้องเป็นกรณีที่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่เกี่ยวข้องกับคำถามวิจัยได้ |
| 3. กรอบแนวคิด/ทฤษฎี | แนวคิดหรือทฤษฎีที่ใช้เป็นกรอบในการทำความเข้าใจและวิเคราะห์ข้อมูล | ช่วยนำทางในการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูล |
| 4. วิธีการเก็บข้อมูล | การเลือกใช้เทคนิคการเก็บข้อมูลที่หลากหลาย (สัมภาษณ์, สังเกต, เอกสาร) | ควรใช้หลายวิธี (Triangulation) เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูล |
| 5. การวิเคราะห์ข้อมูล | กระบวนการตีความ จัดหมวดหมู่ และหาความหมายจากข้อมูลที่เก็บมาได้ | ต้องเป็นระบบและสอดคล้องกับคำถามวิจัย |
| 6. การนำเสนอผลการศึกษา | การเขียนรายงานที่อธิบาย "กรณี" อย่างละเอียด พร้อมการตีความและข้อค้นพบ | ต้องมีความสมบูรณ์ ชัดเจน และสะท้อนข้อมูลที่ได้มาอย่างซื่อตรง |
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำกรณีศึกษาและวิธีหลีกเลี่ยง
แม้กรณีศึกษาจะเป็นระเบียบวิธีวิจัยที่ทรงพลัง แต่ก็มีข้อผิดพลาดที่นักวิจัยมักจะทำ ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผลงาน การทำความเข้าใจข้อผิดพลาดเหล่านี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงและสร้างสรรค์งานวิจัยที่ดีขึ้นได้
1. การเลือกกรณีศึกษาที่ไม่เหมาะสม
ข้อผิดพลาด: เลือกกรณีที่กว้างเกินไป หรือไม่สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกที่ตอบคำถามวิจัยได้ เช่น การเลือกศึกษา "ปัญหาการศึกษาของประเทศไทย" เป็นกรณีศึกษาเดียว ซึ่งกว้างเกินกว่าจะเจาะลึกได้
วิธีหลีกเลี่ยง: กำหนดขอบเขตของ "กรณี" ให้ชัดเจนและจำเพาะเจาะจง เลือกกรณีที่มีความโดดเด่น น่าสนใจ หรือเป็นตัวแทนของปรากฏการณ์ที่คุณต้องการศึกษาจริงๆ ตัวอย่างเช่น หากต้องการศึกษาปัญหาการศึกษา ควรจำกัดให้แคบลง เช่น "ผลกระทบของหลักสูตรใหม่ต่อการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนชนบทแห่งหนึ่ง"
2. การเก็บข้อมูลไม่เพียงพอหรือไม่มีคุณภาพ
ข้อผิดพลาด: พึ่งพาแหล่งข้อมูลเพียงแหล่งเดียว (เช่น การสัมภาษณ์เพียงไม่กี่คน) หรือเก็บข้อมูลแบบผิวเผิน ทำให้ขาดความลึกซึ้งและมุมมองที่หลากหลาย
วิธีหลีกเลี่ยง: ใช้การเก็บข้อมูลที่หลากหลายวิธี (Triangulation) เช่น สัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายกลุ่ม สังเกตการณ์ วิเคราะห์เอกสาร หรือบันทึกต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและตรวจสอบความถูกต้องซึ่งกันและกันได้ การทำความเข้าใจความซับซ้อนของข้อมูลและสถานการณ์จริงเป็นสิ่งสำคัญ เช่นเดียวกับ ทำไมการตัดสินใจของ VAR ในฟุตบอลถึงได้ซับซ้อนนัก? ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลจากหลายมุมมองเพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำ
3. การสรุปผลเกินขอบเขต
ข้อผิดพลาด: นำผลการศึกษาจากกรณีศึกษาเดียวไปสรุปอ้างอิงกับประชากรกลุ่มใหญ่ หรือสรุปเป็นกฎเกณฑ์ทั่วไป
วิธีหลีกเลี่ยง: ตระหนักเสมอว่ากรณีศึกษาให้ความเข้าใจเชิงลึกในบริบทเฉพาะเจาะจง ผลลัพธ์ที่ได้อาจไม่สามารถนำไปสรุปอ้างอิงกับกรณีอื่นได้โดยตรง ควรเน้นย้ำถึงลักษณะเฉพาะของกรณีศึกษาและข้อจำกัดของการสรุปผล
4. การขาดกรอบแนวคิดหรือทฤษฎี
ข้อผิดพลาด: ดำเนินการวิจัยโดยไม่มีกรอบแนวคิดหรือทฤษฎีรองรับ ทำให้การเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลขาดทิศทาง และการตีความผลลัพธ์ไม่ลึกซึ้ง
วิธีหลีกเลี่ยง: ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องและเลือกกรอบแนวคิดหรือทฤษฎีที่เหมาะสมมาใช้เป็นแนวทางในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์และวิเคราะห์ข้อมูล กรอบแนวคิดจะช่วยให้คุณเชื่อมโยงข้อมูลเข้ากับความรู้ที่มีอยู่และสร้างข้อค้นพบที่มีความหมาย
จริยธรรมในการทำกรณีศึกษา: สิ่งที่นักวิจัยต้องตระหนัก
จริยธรรมเป็นหัวใจสำคัญของการวิจัยทุกประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีศึกษาที่มักเกี่ยวข้องกับการเก็บข้อมูลจากบุคคลโดยตรง และเจาะลึกในประเด็นที่ละเอียดอ่อน การละเลยหลักจริยธรรมไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อผู้เข้าร่วมวิจัยเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความน่าเชื่อถือของผลงานวิจัยและชื่อเสียงของนักวิจัยด้วย
หลักจริยธรรมที่สำคัญ:
- การได้รับความยินยอมโดยสมัครใจ (Informed Consent): ต้องแจ้งวัตถุประสงค์ ขั้นตอน ความเสี่ยง และประโยชน์ของการวิจัยให้ผู้เข้าร่วมทราบอย่างชัดเจน และได้รับความยินยอมจากพวกเขาโดยปราศจากการบังคับ
- การรักษาความลับและการปกปิดตัวตน (Confidentiality and Anonymity): ปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เข้าร่วม ไม่เปิดเผยชื่อหรือข้อมูลที่สามารถระบุตัวตนได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตอย่างชัดเจน
- การไม่ก่อให้เกิดอันตราย (Do No Harm): ตรวจสอบให้แน่ใจว่าการวิจัยจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายทางกายภาพ จิตใจ สังคม หรือเศรษฐกิจแก่ผู้เข้าร่วม
- ความโปร่งใสและซื่อสัตย์: รายงานผลการวิจัยอย่างตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือนข้อมูล ไม่ปลอมแปลง หรือคัดลอกผลงานผู้อื่น
- การพิจารณาจากคณะกรรมการจริยธรรม: หากงานวิจัยเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ควรยื่นขอการรับรองจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ (IRB/Ethics Committee) ของสถาบัน
การทำวิจัยอย่างมีจริยธรรมเป็นสิ่งที่ไม่สามารถประนีประนอมได้ หากคุณต้องการคำปรึกษาหรือคำแนะนำในการทำวิจัยอย่างโปร่งใสและถูกต้องตามหลักวิชาการ ควรปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา หรือผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ ซึ่งสามารถให้คำแนะนำด้านระเบียบวิธีวิจัยและจริยธรรมได้อย่างเหมาะสม
สรุป: ก้าวสู่การเป็นนักวิจัยกรณีศึกษาที่เชี่ยวชาญ
กรณีศึกษาเป็นระเบียบวิธีวิจัยที่ทรงคุณค่าในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนในบริบทจริง การทำความเข้าใจพื้นฐาน คำจำกัดความ ประเภท ประโยชน์ และข้อผิดพลาดที่พบบ่อย จะช่วยให้คุณสามารถออกแบบและดำเนินการวิจัยได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผลลัพธ์ที่น่าเชื่อถือ
สิ่งสำคัญที่สุดคือการมีคำถามวิจัยที่ชัดเจน การเลือก "กรณี" ที่เหมาะสม การเก็บข้อมูลที่หลากหลายและมีคุณภาพ การวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ และการนำเสนอผลอย่างมีจริยธรรม การฝึกฝนและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจะช่วยให้คุณพัฒนาทักษะในการทำกรณีศึกษาให้เป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ได้อย่างแท้จริง
คำถามที่พบบ่อย
กรณีศึกษาต่างจากการวิจัยเชิงปริมาณอย่างไร?
กรณีศึกษามุ่งเน้นการทำความเข้าใจปรากฏการณ์อย่างลึกซึ้งในบริบทเฉพาะเจาะจง โดยใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นหลัก ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปอ้างอิงไปยังประชากรกลุ่มใหญ่ ในขณะที่การวิจัยเชิงปริมาณมุ่งเน้นการวัดค่าตัวแปร การหาความสัมพันธ์เชิงสถิติ และการสรุปอ้างอิงผลไปยังประชากรกลุ่มใหญ่
ต้องใช้กรณีศึกษากี่กรณีจึงจะถือว่าเหมาะสม?
จำนวนกรณีศึกษาขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการวิจัย หากต้องการศึกษาเชิงลึกมากๆ อาจใช้เพียงกรณีเดียว (Single Case Study) แต่หากต้องการเปรียบเทียบหรือทำความเข้าใจปรากฏการณ์จากหลายมุมมอง อาจใช้หลายกรณี (Multiple Case Study) ซึ่งอาจมี 2-5 กรณี หรือมากกว่านั้น ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือคุณภาพและความลึกของข้อมูล ไม่ใช่จำนวน
กรณีศึกษาสามารถนำไปสรุปอ้างอิงกับประชากรกลุ่มใหญ่ได้หรือไม่?
โดยทั่วไปแล้ว กรณีศึกษาไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการสรุปอ้างอิงเชิงสถิติ (Statistical Generalization) ไปยังประชากรกลุ่มใหญ่ แต่จะเน้นการสรุปอ้างอิงเชิงทฤษฎี (Analytical Generalization) คือการนำผลที่ได้ไปเชื่อมโยงกับทฤษฎีหรือแนวคิดที่มีอยู่ เพื่อพัฒนาความเข้าใจในปรากฏการณ์นั้นๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
การทำกรณีศึกษาใช้เวลานานแค่ไหน?
ระยะเวลาในการทำกรณีศึกษาแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของกรณีศึกษา จำนวนกรณี ขอบเขตของข้อมูลที่ต้องการ และวิธีการเก็บข้อมูล อาจใช้เวลาตั้งแต่ไม่กี่สัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือน หรือแม้กระทั่งเป็นปีในบางกรณีศึกษาที่ซับซ้อนมาก
มีโปรแกรมช่วยวิเคราะห์ข้อมูลสำหรับกรณีศึกษาหรือไม่?
มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยในการจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data Analysis Software – QDAS) เช่น NVivo, ATLAS.ti, หรือ MAXQDA ซึ่งช่วยในการจัดหมวดหมู่ข้อมูล (coding), การค้นหารูปแบบ (pattern finding), และการสร้างแผนภาพความสัมพันธ์ (mapping) อย่างไรก็ตาม โปรแกรมเหล่านี้เป็นเพียงเครื่องมือ นักวิจัยยังคงต้องใช้ทักษะการตีความและการวิเคราะห์ของตนเองเป็นหลัก
ถ้าไม่มีประสบการณ์ ควรเริ่มต้นทำกรณีศึกษาอย่างไร?
ควรเริ่มต้นด้วยการเลือกหัวข้อที่สนใจและมีขอบเขตไม่กว้างจนเกินไป ศึกษาตัวอย่างกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ อ่านวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างกรอบแนวคิดที่ชัดเจน และที่สำคัญที่สุดคือการปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ เพื่อขอคำแนะนำและข้อเสนอแนะตลอดกระบวนการวิจัย