ปัญหาที่นักวิจัยเชิงปฏิบัติการมักเผชิญ และสิ่งที่คุณจะได้รับจากบทความนี้
ในโลกของการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ชื่อของ Stephen Kemmis และ Robin McTaggart (1988) ถือเป็นรากฐานสำคัญที่นักวิจัยจำนวนมากอ้างอิงถึง อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้งที่นักวิจัย โดยเฉพาะผู้เริ่มต้น อาจรู้สึกสับสนหรือไม่เข้าใจแก่นแท้ของแนวคิดนี้อย่างถ่องแท้ ทำให้การนำไปประยุกต์ใช้ยังไม่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หรือบางครั้งก็หลงประเด็นไปจากการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่แท้จริง
คุณเคยรู้สึกไหมว่า แม้จะอ่านทฤษฎีมาแล้ว แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นวางแผนงานวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างไร? หรือไม่มั่นใจว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้น สอดคล้องกับหลักการของ Kemmis & McTaggart จริงหรือไม่? ปัญหาเหล่านี้อาจนำไปสู่การออกแบบงานวิจัยที่ขาดความลึกซึ้ง การเก็บข้อมูลที่ไม่ตรงประเด็น หรือการวิเคราะห์ที่ไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกถึง kemmis and mctaggart คือ อะไร และนำเสนอพื้นฐานและคำจำกัดความที่สำคัญของแนวคิด Kemmis & McTaggart (1988) อย่างเป็นระบบ เพื่อให้คุณสามารถนำไปใช้เป็นกรอบคิดในการวางแผน ดำเนินการ และสะท้อนผลงานวิจัยเชิงปฏิบัติการได้อย่างมั่นใจและมีประสิทธิภาพสูงสุด คุณจะเข้าใจวงจรการปฏิบัติการอย่างชัดเจน พร้อมตัวอย่างที่จับต้องได้ และข้อควรระวังที่พบบ่อย เพื่อให้งานวิจัยของคุณไม่เพียงแต่สร้างองค์ความรู้ใหม่ แต่ยังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติได้อย่างแท้จริง
แก่นแท้ของ Action Research ตามแนวคิด Kemmis & McTaggart (1988)
Kemmis และ McTaggart ได้นิยามงานวิจัยเชิงปฏิบัติการว่าเป็น “รูปแบบของการสอบสวนตนเองแบบสะท้อนคิด (form of self-reflective inquiry)” ที่ดำเนินการโดยผู้เข้าร่วมในสถานการณ์ทางสังคม เพื่อปรับปรุงความสมเหตุสมผลและความยุติธรรมของการปฏิบัติของตนเอง ความเข้าใจในสถานการณ์ที่การปฏิบัติเหล่านั้นเกิดขึ้น และสถานการณ์ที่การปฏิบัติเหล่านั้นดำเนินการอยู่
หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้ประกอบด้วยหลักการพื้นฐาน 3 ประการ ได้แก่:
- การมีส่วนร่วม (Participatory): ผู้ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและสถานการณ์นั้นๆ จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการวิจัย ตั้งแต่การระบุปัญหา การวางแผน การดำเนินการ ไปจนถึงการสะท้อนผล
- การปลดปล่อย (Emancipatory): เป้าหมายสูงสุดคือการปลดปล่อยผู้เข้าร่วมจากการถูกจำกัด หรือจากความเข้าใจผิด เพื่อให้พวกเขาสามารถควบคุมชีวิตและการปฏิบัติของตนเองได้ดีขึ้น นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างและความสัมพันธ์ทางอำนาจ
- เชิงปฏิบัติ (Practical): งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์จริง และนำผลลัพธ์ไปปรับปรุงการปฏิบัติงานหรือสถานการณ์นั้นๆ โดยตรง ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างองค์ความรู้เชิงทฤษฎีเท่านั้น
แนวคิดนี้มองว่าการวิจัยเชิงปฏิบัติการไม่ใช่แค่การทำวิจัย เกี่ยวกับ ผู้คน แต่เป็นการทำวิจัย ร่วมกับ ผู้คน เพื่อสร้างความเข้าใจและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงร่วมกัน
วงจรการปฏิบัติการ (Action Research Cycle): ขั้นตอนสู่การเปลี่ยนแปลง
หัวใจสำคัญของงานวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดของ Kemmis & McTaggart คือ วงจรการปฏิบัติการแบบเกลียว (Spiral of Self-Reflection) ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอนหลักที่วนซ้ำไปมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง
- การวางแผน (Plan):
- คำจำกัดความ: การระบุปัญหาหรือสถานการณ์ที่ต้องการปรับปรุงอย่างชัดเจน ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กำหนดวัตถุประสงค์ และวางแผนการปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหานั้นๆ
- ตัวอย่าง: คณะครูในโรงเรียนแห่งหนึ่งสังเกตว่านักเรียนขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ จึงร่วมกันวางแผนที่จะนำกิจกรรมการอภิปรายเชิงวิพากษ์มาใช้ในห้องเรียน โดยกำหนดเป้าหมายและวิธีการวัดผลที่ชัดเจน
- การปฏิบัติ (Act):
- คำจำกัดความ: การดำเนินการตามแผนที่วางไว้ในสถานการณ์จริง โดยอาจมีการเก็บข้อมูลเบื้องต้นระหว่างการปฏิบัติ
- ตัวอย่าง: ครูนำกิจกรรมอภิปรายเชิงวิพากษ์ไปใช้ในห้องเรียนตามแผนที่วางไว้ สังเกตปฏิกิริยาของนักเรียน และอาจบันทึกข้อสังเกตเบื้องต้น
- การสังเกต (Observe):
- คำจำกัดความ: การเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการปฏิบัติการ ทั้งผลที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ รวมถึงบริบทและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
- ตัวอย่าง: ครูเก็บข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมการมีส่วนร่วมของนักเรียน การบันทึกเสียงการอภิปราย การสัมภาษณ์นักเรียนบางคน และการวิเคราะห์ผลงานที่เกี่ยวข้องกับการคิดวิเคราะห์
- การสะท้อนผล (Reflect):
- คำจำกัดความ: การวิเคราะห์และตีความข้อมูลที่รวบรวมได้ เพื่อทำความเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น และจะสามารถปรับปรุงการปฏิบัติในวงจรต่อไปได้อย่างไร
- ตัวอย่าง: คณะครูนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ร่วมกัน พบว่านักเรียนบางคนยังไม่กล้าแสดงความคิดเห็น และบางกิจกรรมยังไม่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์เท่าที่ควร จึงร่วมกันสะท้อนว่าควรปรับปรุงแผนการสอนและกิจกรรมอย่างไรในวงจรต่อไป
หลังจากขั้นตอนการสะท้อนผล วงจรจะเริ่มต้นใหม่ด้วยการวางแผนที่ได้รับการปรับปรุง (Re-plan) และดำเนินการต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะบรรลุเป้าหมายหรือเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
คำจำกัดความสำคัญที่ต้องรู้
เพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นี่คือคำจำกัดความสำคัญบางประการในบริบทของ Kemmis & McTaggart:
- Action Research (งานวิจัยเชิงปฏิบัติการ): การสอบสวนตนเองแบบสะท้อนคิดที่ดำเนินการโดยผู้มีส่วนร่วมในสถานการณ์ทางสังคม เพื่อปรับปรุงการปฏิบัติ ความเข้าใจ และสถานการณ์นั้นๆ
- Praxis (การปฏิบัติที่รู้คิด): การผสมผสานระหว่างการกระทำ (Action) และการสะท้อนคิด (Reflection) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหัวใจของการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงในงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ
- Critical Reflection (การสะท้อนคิดเชิงวิพากษ์): กระบวนการคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งถึงการปฏิบัติของตนเองและผู้อื่น รวมถึงบริบททางสังคมและอำนาจที่ส่งผลต่อการปฏิบัตินั้นๆ เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและเป็นธรรม
- Self-Reflective Spiral (เกลียวแห่งการสะท้อนคิดตนเอง): การอธิบายลักษณะของวงจรการปฏิบัติการที่วนซ้ำไปมาอย่างต่อเนื่อง โดยแต่ละรอบจะนำไปสู่ความเข้าใจและการปฏิบัติที่ดีขึ้น เหมือนเกลียวที่หมุนขึ้นไปข้างบน
- Community of Practice (ชุมชนแห่งการปฏิบัติ): กลุ่มบุคคลที่มารวมตัวกันเพื่อเรียนรู้และแก้ปัญหาร่วมกัน โดยมีเป้าหมายในการปรับปรุงการปฏิบัติของตนเองและกลุ่ม
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการประยุกต์ใช้และการแก้ไข
แม้แนวคิดของ Kemmis & McTaggart จะดูตรงไปตรงมา แต่ก็มีข้อผิดพลาดที่นักวิจัยมักพบเจอ:
- การข้ามขั้นตอนหรือทำไม่ครบวงจร:
- ข้อผิดพลาด: นักวิจัยบางคนอาจทำแค่ ‘วางแผน’ และ ‘ปฏิบัติ’ โดยขาดการ ‘สังเกต’ และ ‘สะท้อนผล’ อย่างเป็นระบบ ทำให้ไม่เกิดการเรียนรู้และปรับปรุงอย่างแท้จริง
- การแก้ไข: ต้องยึดมั่นในวงจรทั้งสี่อย่างเคร่งครัด และให้เวลากับการสังเกตและสะท้อนผลอย่างเพียงพอ การบันทึกข้อมูลอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญ
- ขาดการมีส่วนร่วมที่แท้จริง:
- ข้อผิดพลาด: นักวิจัยเป็นผู้กำหนดทุกอย่างเอง และให้ผู้เข้าร่วมเป็นเพียงผู้รับคำสั่ง ทำให้ไม่เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของและขาดพลังในการเปลี่ยนแปลง
- การแก้ไข: สร้างพื้นที่และโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจตั้งแต่ต้นจนจบ ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเท่าเทียม
- การสะท้อนผลที่ไม่ลึกซึ้ง:
- ข้อผิดพลาด: การสะท้อนผลเป็นเพียงการสรุปว่าอะไรดีหรือไม่ดี โดยไม่เจาะลึกถึงสาเหตุ บริบท หรือปัจจัยเชิงอำนาจที่ส่งผลต่อผลลัพธ์
- การแก้ไข: ใช้ คำถามเชิงวาทศิลป์ และคำถามปลายเปิดเพื่อกระตุ้นให้เกิดการคิดวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical Reflection) ถามว่า “ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?” “ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์?” “มีทางเลือกอื่นใดอีกบ้าง?”
- สับสนระหว่าง Action Research กับการทำโครงการทั่วไป:
- ข้อผิดพลาด: มองว่า Action Research เป็นเพียงการทำโครงการพัฒนาที่มีการประเมินผล ซึ่งขาดองค์ประกอบของการสอบสวนตนเอง การเรียนรู้ และการปรับปรุงอย่างเป็นระบบ
- การแก้ไข: เน้นย้ำว่า Action Research คือ “การวิจัย” ที่มีระเบียบวิธีชัดเจน มีการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ และการสร้างองค์ความรู้จากการปฏิบัติ ไม่ใช่แค่การดำเนินกิจกรรม
การนำแนวคิดไปประยุกต์ใช้จริงในบริบทไทย
การประยุกต์ใช้ Kemmis & McTaggart (1988) ในบริบทไทยสามารถทำได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา สาธารณสุข หรือการพัฒนาชุมชน ตัวอย่างเช่น:
ตัวอย่าง: การปรับปรุงกระบวนการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในคลินิกชุมชน
ทีมพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ในคลินิกชุมชนแห่งหนึ่งสังเกตว่าผู้ป่วยเบาหวานจำนวนมากยังคงมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง และขาดความรู้ในการดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง จึงตัดสินใจนำแนวคิด Action Research มาใช้
- Plan: ทีมงานร่วมกันระบุปัญหาและวางแผนที่จะพัฒนาโปรแกรมให้ความรู้และทักษะการดูแลตนเองแก่ผู้ป่วยเบาหวาน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยในการออกแบบกิจกรรม
- Act: ทีมงานเริ่มนำโปรแกรมไปใช้กับกลุ่มผู้ป่วยนำร่อง จัดกิจกรรมกลุ่มย่อย สอนการวัดน้ำตาล การเลือกอาหาร และการออกกำลังกาย
- Observe: ทีมงานเก็บข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมผู้ป่วย การสัมภาษณ์ การบันทึกผลระดับน้ำตาลในเลือด และการประเมินความพึงพอใจของผู้ป่วย
- Reflect: ทีมงานนำข้อมูลมาวิเคราะห์ร่วมกัน พบว่าผู้ป่วยบางรายยังไม่เข้าใจภาษาทางการแพทย์ และต้องการรูปแบบกิจกรรมที่สนุกสนานและเข้าถึงง่ายกว่านี้ จึงตัดสินใจปรับปรุงเนื้อหาและรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมยิ่งขึ้นสำหรับวงจรต่อไป
วงจรนี้จะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้โปรแกรมมีความสมบูรณ์และตอบโจทย์ผู้ป่วยได้มากที่สุด นำไปสู่การดูแลสุขภาพที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
การนำแนวคิดนี้ไปใช้จริงนั้นต้องอาศัยความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในหลักการ และความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ คู่มือการเขียนและพัฒนางานวิจัย ฉบับสมบูรณ์ ที่เน้นย้ำถึงกระบวนการที่รอบด้าน
จริยธรรมและบทบาทของที่ปรึกษาในการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ
การทำวิจัยเชิงปฏิบัติการเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความร่วมมือและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ซึ่งแตกต่างจากการวิจัยประเภทอื่นที่นักวิจัยอาจเป็นผู้ควบคุมทั้งหมด ดังนั้น จริยธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อมีการขอความช่วยเหลือจากภายนอก
บทบาทของที่ปรึกษา: ที่ปรึกษาที่ดีในงานวิจัยเชิงปฏิบัติการควรทำหน้าที่เป็น ผู้ชี้แนะ (Facilitator) และ ผู้สนับสนุน (Supporter) ไม่ใช่ผู้ทำแทน ที่ปรึกษาควรช่วยให้ผู้วิจัยและผู้มีส่วนร่วมสามารถ:
- ทำความเข้าใจหลักการและวงจรของ Action Research ได้อย่างถ่องแท้
- ระบุปัญหาและวางแผนการปฏิบัติการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- พัฒนาทักษะในการเก็บข้อมูล การสังเกต และการสะท้อนผล
- เผชิญหน้ากับความท้าทายและข้อจำกัดต่างๆ ในกระบวนการวิจัย
- รักษาจริยธรรมในการวิจัย โดยเฉพาะเรื่องการยินยอมเข้าร่วม การรักษาความลับ และการคืนข้อมูล
การเลือกผู้ช่วยหรือที่ปรึกษาอย่างโปร่งใสและมีจริยธรรม:
หากคุณกำลังมองหาผู้ช่วยหรือที่ปรึกษา ควรพิจารณาจาก:
- ความเชี่ยวชาญ: ผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์จริงในการทำ Action Research และเข้าใจแนวคิดของ Kemmis & McTaggart เป็นอย่างดี
- บทบาทที่ชัดเจน: ตกลงบทบาทและขอบเขตความรับผิดชอบอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้น ว่าที่ปรึกษาจะช่วยในด้านใดบ้าง และส่วนใดที่ผู้วิจัยต้องดำเนินการเอง
- จริยธรรม: เลือกผู้ที่ยึดมั่นในหลักจริยธรรม ไม่เสนอการทำวิทยานิพนธ์หรืองานวิจัยแทน แต่เน้นการเสริมสร้างศักยภาพให้ผู้วิจัยสามารถทำได้ด้วยตนเอง
- การสอนและการให้คำแนะนำ: ที่ปรึกษาที่ดีควรเน้นการสอนและให้คำแนะนำ เพื่อให้ผู้วิจัยเกิดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของตนเอง
การตัดสินใจที่ซับซ้อนในกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เช่นเดียวกับ ทำไมการตัดสินใจของ var ในฟุตบอลถึงได้ซับซ้อนนัก? มักต้องการการวิเคราะห์หลายมิติและมุมมองที่หลากหลายจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ยุติธรรมและมีเหตุผลรองรับ
สรุป: ก้าวสู่การเป็นนักวิจัยเชิงปฏิบัติการที่เข้มแข็ง
การทำความเข้าใจพื้นฐานและคำจำกัดความของ Kemmis & McTaggart (1988) ไม่ใช่เพียงแค่การท่องจำทฤษฎี แต่เป็นการซึมซับปรัชญาของการวิจัยที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลง การมีส่วนร่วม และการสะท้อนคิดอย่างลึกซึ้ง เมื่อคุณเข้าใจแก่นแท้ของวงจร Plan-Act-Observe-Reflect และหลักการสำคัญของการมีส่วนร่วม การปลดปล่อย และความเป็นปฏิบัติ คุณจะสามารถออกแบบและดำเนินงานวิจัยเชิงปฏิบัติการได้อย่างมีทิศทางและมีพลัง
จำไว้ว่า งานวิจัยเชิงปฏิบัติการคือการเดินทางของการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด ที่คุณและผู้มีส่วนร่วมจะเติบโตไปพร้อมกัน การนำความรู้จากบทความนี้ไปประยุกต์ใช้ จะช่วยให้คุณสร้างงานวิจัยที่ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ทางวิชาการ แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสถานการณ์ที่คุณต้องการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยั่งยืน
คำถามที่พบบ่อย
Kemmis & McTaggart ต่างจาก Action Research ทั่วไปอย่างไร?
Kemmis & McTaggart (1988) เน้นย้ำถึงลักษณะของการสอบสวนตนเองแบบสะท้อนคิด (self-reflective inquiry) ที่มีวงจร Plan-Act-Observe-Reflect อย่างชัดเจน และให้ความสำคัญกับหลักการมีส่วนร่วม การปลดปล่อย และการปฏิบัติอย่างลึกซึ้ง ซึ่งเป็นกรอบคิดที่เข้มแข็งและเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางเมื่อเทียบกับแนวคิด Action Research อื่นๆ ที่อาจมีความหลากหลายในรายละเอียด
งานวิจัยเชิงปฏิบัติการตามแนวคิดนี้เหมาะกับงานประเภทไหน?
เหมาะสำหรับงานที่ต้องการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์จริงและต้องการการเปลี่ยนแปลงในทางปฏิบัติ เช่น การปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน การพัฒนากระบวนการทำงานในองค์กร การแก้ไขปัญหาสังคมในชุมชน หรือการพัฒนาคุณภาพบริการต่างๆ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง
จะเริ่มต้นทำ Action Research ตามแนวคิดนี้ได้อย่างไร?
เริ่มต้นจากการระบุปัญหาหรือสถานการณ์ที่ต้องการปรับปรุงอย่างชัดเจน ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จากนั้นวางแผนการปฏิบัติการ (Plan) ดำเนินการตามแผน (Act) เก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ (Observe) และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อสะท้อนผล (Reflect) เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแผนในวงจรต่อไป
ความท้าทายหลักในการทำ Action Research คืออะไร?
ความท้าทายหลักคือการรักษาการมีส่วนร่วมที่แท้จริงของผู้เกี่ยวข้อง การจัดการกับความซับซ้อนของสถานการณ์จริง การใช้เวลาในการสะท้อนผลอย่างลึกซึ้ง และการสร้างความสมดุลระหว่างการปฏิบัติกับการวิจัย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
หากต้องการคำปรึกษา ควรเลือกผู้เชี่ยวชาญอย่างไร?
ควรเลือกผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้และประสบการณ์จริงใน Action Research และเข้าใจแนวคิดของ Kemmis & McTaggart อย่างลึกซึ้ง ที่ปรึกษาที่ดีควรเน้นการชี้แนะและเสริมสร้างศักยภาพให้คุณสามารถทำวิจัยได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่การทำแทน และต้องยึดมั่นในหลักจริยธรรมของการวิจัยอย่างเคร่งครัด