ปัญหาของการตัดสินใจลงทุนและการแก้ปัญหาด้วย Payback Period
ในโลกธุรกิจและการลงทุน การตัดสินใจว่าจะทุ่มเททรัพยากรไปกับโครงการใดโครงการหนึ่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยใช่ไหมครับ? หลายครั้งที่เราต้องเผชิญกับทางเลือกมากมาย แต่มีข้อจำกัดทั้งด้านเงินทุนและเวลา หากปราศจากเครื่องมือวิเคราะห์ที่เหมาะสม การตัดสินใจอาจกลายเป็นการคาดเดาที่นำไปสู่ความเสี่ยงทางการเงินได้
คุณเคยสงสัยไหมว่า โครงการที่คุณกำลังพิจารณาอยู่ จะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะคืนทุน? หรือมีโครงการไหนที่ให้ผลตอบแทนกลับมาเร็วที่สุด? คำถามเหล่านี้คือหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการการเงิน และนี่คือจุดที่ Payback Period หรือ ระยะเวลาคืนทุน เข้ามามีบทบาทสำคัญ
บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Payback Period อย่างละเอียด ตั้งแต่คำจำกัดความ วิธีการคำนวณ ข้อดีข้อเสีย ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการนำไปใช้ เมื่ออ่านจบ คุณจะสามารถใช้ Payback Period เป็นเครื่องมือเบื้องต้นในการคัดกรองโครงการลงทุนได้อย่างมั่นใจ ช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จทางการเงิน
payback period คืออะไร?
Payback Period (ระยะเวลาคืนทุน) คือ ระยะเวลาที่โครงการลงทุนหนึ่ง ๆ ใช้ในการสร้างกระแสเงินสดรับกลับมาเพื่อชดเชยเงินลงทุนเริ่มต้นที่ได้จ่ายไป พูดง่าย ๆ ก็คือ เป็นการบอกว่า “คุณจะต้องรอนานแค่ไหนกว่าจะได้เงินทุนที่คุณลงไปกลับคืนมาทั้งหมด”
แนวคิดนี้เรียบง่ายแต่ทรงพลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการประเมินความเสี่ยงและสภาพคล่องของโครงการ การที่โครงการมี Payback Period สั้น หมายความว่าเงินลงทุนจะกลับคืนมาเร็ว ซึ่งมักจะถูกมองว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่า และช่วยให้ธุรกิจมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น
ยกตัวอย่างเช่น หากคุณลงทุนซื้อเครื่องจักรใหม่ราคา 1,000,000 บาท และเครื่องจักรนั้นสามารถสร้างรายได้สุทธิ (กระแสเงินสดรับ) ให้คุณปีละ 250,000 บาท Payback Period ของการลงทุนนี้ก็คือ 4 ปี นั่นเอง (1,000,000 บาท / 250,000 บาท/ปี)
ทำไม payback period จึงสำคัญในการตัดสินใจลงทุน?
แม้ว่า Payback Period จะเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือวิเคราะห์การลงทุน แต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายมิติ:
- การประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น: โครงการที่มีระยะเวลาคืนทุนสั้น มักจะมีความเสี่ยงต่ำกว่า เพราะเงินลงทุนจะกลับคืนมาในเวลาอันรวดเร็ว ลดโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันในระยะยาว
- การบริหารสภาพคล่อง: ธุรกิจที่ต้องการรักษาสภาพคล่องทางการเงินสูง หรือมีข้อจำกัดด้านเงินทุน มักจะให้ความสำคัญกับโครงการที่คืนทุนเร็ว เพื่อให้มีเงินหมุนเวียนกลับมาใช้ในการดำเนินงานหรือลงทุนต่อได้
- ความเข้าใจง่าย: เป็นเครื่องมือที่เข้าใจและคำนวณได้ง่าย ไม่ซับซ้อน ทำให้ผู้บริหารหรือผู้ประกอบการที่ไม่มีพื้นฐานทางการเงินเชิงลึกก็สามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจเบื้องต้นได้
- การคัดกรองโครงการ: Payback Period มักถูกใช้เป็นเกณฑ์แรกในการคัดกรองโครงการลงทุน หากโครงการใดมีระยะเวลาคืนทุนนานเกินกว่าที่กำหนดไว้ อาจถูกตัดออกจากการพิจารณาในขั้นต้น เพื่อประหยัดเวลาและทรัพยากรในการวิเคราะห์เชิงลึกต่อไป
- การตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน: ในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูง หรืออุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเลือกโครงการที่คืนทุนเร็วช่วยลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดฝันในอนาคตได้
การทำความเข้าใจเครื่องมือวิเคราะห์เช่น Payback Period ถือเป็นส่วนหนึ่งของ คู่มือการเขียนและพัฒนางานวิจัย ฉบับสมบูรณ์ ที่เน้นการตัดสินใจอย่างมีข้อมูล ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการวิเคราะห์ในทุกสาขา ไม่ใช่แค่การเงินเท่านั้น
วิธีการคำนวณ payback period อย่างง่าย
การคำนวณ Payback Period สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กรณีหลัก ๆ ขึ้นอยู่กับลักษณะของกระแสเงินสดรับจากโครงการ
กรณีที่ 1: กระแสเงินสดรับสม่ำเสมอ (Even Cash Flows)
เป็นกรณีที่โครงการสร้างกระแสเงินสดรับสุทธิเท่ากันทุกปี สูตรการคำนวณจะง่ายมาก:
สูตร: Payback Period = เงินลงทุนเริ่มต้น / กระแสเงินสดรับสุทธิรายปี
ตัวอย่างที่ 1:
- เงินลงทุนเริ่มต้น: 1,200,000 บาท
- กระแสเงินสดรับสุทธิรายปี: 300,000 บาท
Payback Period = 1,200,000 บาท / 300,000 บาท/ปี = 4 ปี
หมายความว่า คุณจะได้รับเงินลงทุนคืนทั้งหมดภายใน 4 ปี
กรณีที่ 2: กระแสเงินสดรับไม่สม่ำเสมอ (Uneven Cash Flows)
เป็นกรณีที่กระแสเงินสดรับสุทธิในแต่ละปีไม่เท่ากัน วิธีการคำนวณจะต้องใช้วิธีสะสมกระแสเงินสดรับไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเท่ากับหรือเกินเงินลงทุนเริ่มต้น
ตัวอย่างที่ 2:
- เงินลงทุนเริ่มต้น: 1,500,000 บาท
- กระแสเงินสดรับสุทธิแต่ละปี:
- ปีที่ 1: 400,000 บาท
- ปีที่ 2: 500,000 บาท
- ปีที่ 3: 600,000 บาท
- ปีที่ 4: 700,000 บาท
ขั้นตอนการคำนวณ:
| ปี | กระแสเงินสดรับสุทธิ (บาท) | กระแสเงินสดรับสะสม (บาท) | เงินลงทุนที่เหลือ (บาท) |
|---|---|---|---|
| 0 (เริ่มต้น) | – | 0 | 1,500,000 |
| 1 | 400,000 | 400,000 | 1,100,000 (1,500,000 – 400,000) |
| 2 | 500,000 | 900,000 (400,000 + 500,000) | 600,000 (1,100,000 – 500,000) |
| 3 | 600,000 | 1,500,000 (900,000 + 600,000) | 0 (600,000 – 600,000) |
จากตาราง จะเห็นว่าเงินลงทุน 1,500,000 บาท ได้รับคืนทั้งหมดเมื่อสิ้นสุดปีที่ 3 ดังนั้น Payback Period คือ 3 ปี
ตัวอย่างที่ 3 (มีเศษส่วนของปี):
- เงินลงทุนเริ่มต้น: 2,000,000 บาท
- กระแสเงินสดรับสุทธิแต่ละปี:
- ปีที่ 1: 500,000 บาท
- ปีที่ 2: 700,000 บาท
- ปีที่ 3: 800,000 บาท
- ปีที่ 4: 900,000 บาท
ขั้นตอนการคำนวณ:
| ปี | กระแสเงินสดรับสุทธิ (บาท) | กระแสเงินสดรับสะสม (บาท) | เงินลงทุนที่เหลือ (บาท) |
|---|---|---|---|
| 0 (เริ่มต้น) | – | 0 | 2,000,000 |
| 1 | 500,000 | 500,000 | 1,500,000 |
| 2 | 700,000 | 1,200,000 | 800,000 |
| 3 | 800,000 | 2,000,000 | 0 |
ในตัวอย่างนี้ เงินลงทุน 2,000,000 บาท ได้รับคืนทั้งหมดเมื่อสิ้นสุดปีที่ 3 ดังนั้น Payback Period คือ 3 ปี
ตัวอย่างที่ 4 (มีเศษส่วนของปีที่ต้องคำนวณ):
- เงินลงทุนเริ่มต้น: 2,000,000 บาท
- กระแสเงินสดรับสุทธิแต่ละปี:
- ปีที่ 1: 500,000 บาท
- ปีที่ 2: 700,000 บาท
- ปีที่ 3: 600,000 บาท
- ปีที่ 4: 900,000 บาท
ขั้นตอนการคำนวณ:
| ปี | กระแสเงินสดรับสุทธิ (บาท) | กระแสเงินสดรับสะสม (บาท) | เงินลงทุนที่เหลือ (บาท) |
|---|---|---|---|
| 0 (เริ่มต้น) | – | 0 | 2,000,000 |
| 1 | 500,000 | 500,000 | 1,500,000 |
| 2 | 700,000 | 1,200,000 | 800,000 |
| 3 | 600,000 | 1,800,000 | 200,000 |
เมื่อสิ้นสุดปีที่ 3 มีเงินลงทุนเหลือ 200,000 บาท และในปีที่ 4 มีกระแสเงินสดรับ 900,000 บาท
ส่วนของปีที่ 4 ที่ต้องใช้ในการคืนทุน = เงินลงทุนที่เหลือ / กระแสเงินสดรับในปีนั้น = 200,000 บาท / 900,000 บาท = 0.22 ปี (โดยประมาณ)
ดังนั้น Payback Period = 3 ปี + 0.22 ปี = 3.22 ปี
ข้อดีและข้อจำกัดของ payback period
เช่นเดียวกับเครื่องมือวิเคราะห์อื่น ๆ Payback Period มีทั้งข้อดีและข้อจำกัดที่ควรพิจารณาก่อนนำไปใช้ในการตัดสินใจ
ข้อดีของ Payback Period
- เข้าใจง่ายและคำนวณไม่ซับซ้อน: เป็นจุดแข็งที่สำคัญที่สุด ทำให้เป็นที่นิยมใช้ในการประเมินเบื้องต้น
- เน้นสภาพคล่องและความเสี่ยง: เหมาะสำหรับธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการได้เงินทุนคืนอย่างรวดเร็ว เพื่อลดความเสี่ยงและรักษาสภาพคล่องทางการเงิน
- เหมาะสำหรับการคัดกรองเบื้องต้น: ช่วยให้สามารถตัดโครงการที่ไม่น่าสนใจออกไปได้อย่างรวดเร็ว ประหยัดเวลาในการวิเคราะห์เชิงลึก
- มีประโยชน์ในอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็ว: ในสภาพแวดล้อมที่เทคโนโลยีหรือตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การคืนทุนเร็วช่วยลดความเสี่ยงจากการล้าสมัยของโครงการ
ข้อจำกัดของ Payback Period
- ไม่พิจารณากระแสเงินสดหลังระยะเวลาคืนทุน: นี่คือข้อจำกัดที่สำคัญที่สุด Payback Period ไม่ได้สนใจว่าโครงการจะสร้างผลกำไรมหาศาลหลังจากคืนทุนไปแล้วหรือไม่ ทำให้บางครั้งอาจพลาดโครงการที่ดีในระยะยาวไป
- ไม่คำนึงถึงมูลค่าเงินตามเวลา (Time Value of Money): เงิน 100 บาทในวันนี้มีมูลค่ามากกว่าเงิน 100 บาทในอีก 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากปัจจัยเงินเฟ้อและโอกาสในการนำเงินไปลงทุน แต่ Payback Period ไม่ได้ปรับค่าเงินตามเวลา ทำให้การเปรียบเทียบโครงการที่มีกระแสเงินสดต่างช่วงเวลาอาจไม่แม่นยำนัก
- ไม่ให้ภาพรวมของผลกำไรทั้งหมด: Payback Period บอกเพียงแค่ระยะเวลาคืนทุน ไม่ได้บอกว่าโครงการนั้นทำกำไรได้มากน้อยแค่ไหน หรือมีผลตอบแทนรวมเท่าไร
- อาจนำไปสู่การเลือกโครงการที่ให้ผลตอบแทนรวมต่ำ: หากใช้ Payback Period เป็นเกณฑ์หลักเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เลือกโครงการที่คืนทุนเร็วแต่มีผลกำไรโดยรวมน้อยกว่าโครงการที่คืนทุนช้ากว่าเล็กน้อยแต่ให้ผลตอบแทนมหาศาลในระยะยาว
การตระหนักถึงข้อจำกัดเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตั้ง คำถามเชิงวาทศิลป์ ที่เหมาะสมในการประเมินโครงการ และไม่หลงเชื่อเพียงแค่ตัวเลข Payback Period เพียงอย่างเดียว
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้ payback period
แม้ Payback Period จะเป็นเครื่องมือที่เข้าใจง่าย แต่ก็มีข้อผิดพลาดหลายประการที่ผู้ใช้งานมักจะละเลย ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดได้:
- การใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจเพียงอย่างเดียว: นี่คือข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด การเลือกโครงการโดยพิจารณาจาก Payback Period ที่สั้นที่สุดเพียงอย่างเดียว อาจทำให้พลาดโครงการที่มีศักยภาพสูงในระยะยาวไปได้เสมอ ควรใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่น ๆ เช่น NPV (Net Present Value) หรือ IRR (Internal Rate of Return) เพื่อให้ได้ภาพรวมที่สมบูรณ์
- การละเลยกระแสเงินสดหลังระยะเวลาคืนทุน: ดังที่กล่าวไปแล้ว Payback Period ไม่ได้สนใจผลตอบแทนหลังจากเงินลงทุนถูกคืนไปแล้ว ลองนึกภาพโครงการ A คืนทุน 2 ปี และสร้างกำไรอีก 100,000 บาทใน 3 ปีถัดไป ขณะที่โครงการ B คืนทุน 3 ปี แต่สร้างกำไรอีก 1,000,000 บาทใน 2 ปีถัดไป หากใช้ Payback Period อย่างเดียว อาจเลือกโครงการ A ทั้งที่โครงการ B ให้ผลตอบแทนรวมดีกว่ามาก
- การไม่คำนึงถึงมูลค่าเงินตามเวลา: การมองว่าเงิน 100 บาทที่ได้มาในปีแรกมีค่าเท่ากับ 100 บาทที่ได้มาในปีที่ห้า เป็นการมองข้ามหลักการสำคัญทางการเงิน การไม่ปรับมูลค่าเงินตามเวลาอาจทำให้การเปรียบเทียบโครงการที่มีกระแสเงินสดต่างช่วงเวลาเกิดความคลาดเคลื่อนได้
- การประมาณกระแสเงินสดที่ไม่แม่นยำ: การคำนวณ Payback Period ขึ้นอยู่กับการคาดการณ์กระแสเงินสดรับในอนาคต หากการคาดการณ์นี้ไม่แม่นยำ ไม่ว่าจะเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไป หรือมองโลกในแง่ร้ายเกินไป ก็จะทำให้ค่า Payback Period ที่ได้มานั้นผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง
- การเปรียบเทียบโครงการที่ไม่เหมาะสม: บางครั้งมีการนำ Payback Period ไปเปรียบเทียบโครงการที่มีลักษณะแตกต่างกันมาก เช่น โครงการที่มีความเสี่ยงสูงมาก กับโครงการที่มีความเสี่ยงต่ำมาก ซึ่งอาจทำให้การตัดสินใจไม่เหมาะสม
การหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดเหล่านี้ต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์อย่างรอบด้าน และการใช้เครื่องมือที่หลากหลายในการประเมิน เช่นเดียวกับการทำความเข้าใจแนวคิดที่ซับซ้อนในสาขาอื่น ๆ อย่าง kemmis and mctaggart คือ ที่ต้องพิจารณาบริบทและหลักการอย่างถี่ถ้วน
Payback period กับการตัดสินใจในโลกแห่งความเป็นจริง
ในโลกแห่งความเป็นจริง Payback Period ไม่ได้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของชุดเครื่องมือที่นักลงทุนและผู้บริหารใช้ในการตัดสินใจอย่างรอบด้าน
บทบาทของ Payback Period ในการตัดสินใจจริง:
- ด่านแรกของการคัดกรอง: มักใช้เป็นเกณฑ์เบื้องต้นในการคัดเลือกโครงการที่มีคุณสมบัติเหมาะสม หากโครงการใดมี Payback Period ยาวนานเกินกว่าที่บริษัทกำหนดไว้ อาจถูกคัดออกตั้งแต่แรก เพื่อให้เหลือเฉพาะโครงการที่น่าสนใจสำหรับการวิเคราะห์เชิงลึกต่อไป
- การประเมินความเสี่ยงและสภาพคล่อง: สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก สตาร์ทอัพ หรือโครงการที่มีความเสี่ยงสูงที่ต้องการสภาพคล่องอย่างรวดเร็ว Payback Period ถือเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญมาก เพราะการได้เงินทุนคืนเร็วหมายถึงการลดความเสี่ยงและเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน
- ใช้ร่วมกับเครื่องมืออื่น ๆ: เพื่อให้การตัดสินใจมีประสิทธิภาพสูงสุด Payback Period ควรถูกใช้ร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์อื่น ๆ เช่น Net Present Value (NPV) และ Internal Rate of Return (IRR) ซึ่งพิจารณามูลค่าเงินตามเวลาและผลตอบแทนรวมของโครงการ
- การกำหนดนโยบายบริษัท: หลายบริษัทกำหนดนโยบายภายในว่า โครงการลงทุนใหม่จะต้องมี Payback Period ไม่เกินกี่ปี เพื่อควบคุมความเสี่ยงและรักษาสภาพคล่อง
การตัดสินใจลงทุนในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นซับซ้อนและต้องพิจารณาหลายปัจจัย ไม่ต่างจากการตัดสินใจของ VAR ในฟุตบอลที่ต้องประเมินสถานการณ์จากหลายมุมมองและข้อมูลที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้ ทำไมการตัดสินใจของ var ในฟุตบอลถึงได้ซับซ้อนนัก? เป็นตัวอย่างที่ดีของการตัดสินใจที่ต้องอาศัยการวิเคราะห์ที่รอบคอบ
สรุปและข้อเสนอแนะ
Payback Period หรือระยะเวลาคืนทุน เป็นเครื่องมือวิเคราะห์การลงทุนที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และมีประโยชน์อย่างยิ่งในการประเมินความเสี่ยงและสภาพคล่องของโครงการในเบื้องต้น ช่วยให้ผู้ประกอบการและนักลงทุนสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วว่าโครงการใดมีโอกาสคืนทุนได้ในระยะเวลาที่ยอมรับได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือต้องตระหนักว่า Payback Period มีข้อจำกัดที่สำคัญ เช่น การไม่พิจารณากระแสเงินสดหลังระยะเวลาคืนทุน และการไม่คำนึงถึงมูลค่าเงินตามเวลา ดังนั้น เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนมีความรอบคอบและมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงควรใช้ Payback Period เป็นเพียงเครื่องมือคัดกรองเบื้องต้น และนำไปใช้ร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ทางการเงินอื่น ๆ เช่น NPV และ IRR เสมอ
การทำความเข้าใจ Payback Period อย่างถ่องแท้ จะช่วยให้คุณมีพื้นฐานที่แข็งแกร่งในการประเมินโอกาสทางการลงทุน และนำไปสู่การตัดสินใจทางการเงินที่ดีขึ้นในอนาคต
คำถามที่พบบ่อย
Payback Period ที่ดีควรเป็นเท่าไหร่?
ไม่มีค่า Payback Period ที่ดีที่สุดตายตัวครับ ค่าที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น นโยบายของบริษัท อุตสาหกรรมที่ดำเนินธุรกิจอยู่ ความเสี่ยงของโครงการ และสภาพเศรษฐกิจโดยรวม โดยทั่วไปแล้ว โครงการที่มี Payback Period สั้นกว่ามักจะถูกพิจารณาว่ามีความเสี่ยงน้อยกว่าและน่าสนใจกว่าในแง่ของสภาพคล่อง
Payback Period แตกต่างจาก ROI (Return on Investment) อย่างไร?
Payback Period วัด ‘ระยะเวลา’ ที่ใช้ในการคืนทุนเริ่มต้น ส่วน ROI วัด ‘ผลตอบแทน’ ที่ได้รับจากการลงทุนเป็นเปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเงินลงทุนเริ่มต้น Payback Period เน้นที่สภาพคล่องและความเสี่ยงระยะสั้น ในขณะที่ ROI เน้นที่ประสิทธิภาพและผลกำไรโดยรวมของการลงทุน
ควรใช้ Payback Period ในสถานการณ์ใดบ้าง?
Payback Period เหมาะสำหรับการใช้งานในสถานการณ์ที่ต้องการประเมินความเสี่ยงและสภาพคล่องอย่างรวดเร็ว เช่น การคัดกรองโครงการลงทุนเบื้องต้น การตัดสินใจในธุรกิจขนาดเล็กหรือสตาร์ทอัพที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนเร็ว หรือในอุตสาหกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความไม่แน่นอนสูง
มีเครื่องมืออื่นใดที่ควรใช้ร่วมกับ Payback Period เพื่อการตัดสินใจที่รอบด้าน?
แน่นอนครับ เพื่อให้การตัดสินใจรอบด้านยิ่งขึ้น ควรใช้ Payback Period ร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ทางการเงินอื่น ๆ เช่น Net Present Value (NPV) ซึ่งพิจารณามูลค่าเงินตามเวลาและผลตอบแทนสุทธิของโครงการ, Internal Rate of Return (IRR) ซึ่งวัดอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงของโครงการ, และ Profitability Index (PI) ซึ่งวัดอัตราส่วนผลประโยชน์ต่อต้นทุน
ถ้ากระแสเงินสดรับเป็นลบในปีใดปีหนึ่ง จะคำนวณ Payback Period อย่างไร?
หากกระแสเงินสดรับเป็นลบในปีใดปีหนึ่ง คุณต้องนำค่าลบนั้นไปหักออกจากกระแสเงินสดรับสะสม และจะทำให้ระยะเวลาคืนทุนยาวนานขึ้น หรือในบางกรณี หากกระแสเงินสดเป็นลบมากจนทำให้เงินลงทุนที่เหลือเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โครงการนั้นอาจไม่สามารถคืนทุนได้เลย หรือไม่น่าลงทุนตั้งแต่แรก