วิจัยบทที่ 1 มีอะไรบ้าง: คืออะไร อธิบายให้เข้าใจง่ายพร้อมตัวอย่าง
สำหรับนักศึกษาและนักวิจัยหลายท่าน การเริ่มต้นเขียนงานวิจัย โดยเฉพาะบทที่ 1 มักเป็นจุดที่ท้าทายที่สุด ความสับสนว่า "วิจัยบทที่ 1 มีอะไรบ้าง" ควรเริ่มต้นอย่างไร หรือจะเขียนให้ครอบคลุมและตรงประเด็นได้อย่างไร เป็นปัญหาที่พบบ่อย บทความนี้จาก EducaNow จะเป็นเหมือนคู่มือที่ช่วยไขข้อข้องใจทั้งหมด พาคุณไปทำความเข้าใจโครงสร้าง องค์ประกอบสำคัญ และวิธีการเขียนบทที่ 1 อย่างละเอียด พร้อมตัวอย่างและข้อควรระวัง เพื่อให้คุณสามารถวางรากฐานงานวิจัยได้อย่างมั่นคงและมีทิศทางที่ชัดเจน
เมื่ออ่านบทความนี้จบ คุณจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าบทที่ 1 คืออะไร มีความสำคัญอย่างไร และประกอบด้วยอะไรบ้าง คุณจะสามารถหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดทั่วไป และมีแนวทางในการเขียนบทที่ 1 ที่มีคุณภาพ ซึ่งเป็นก้าวแรกที่สำคัญสู่ความสำเร็จของงานวิจัยของคุณ
วิจัยบทที่ 1 คืออะไร และทำไมจึงสำคัญ?
บทที่ 1 ของงานวิจัย หรือที่เรียกกันว่า "บทนำ" (Introduction) ถือเป็นหัวใจสำคัญและเป็นจุดเริ่มต้นของงานวิจัยทั้งหมด เปรียบเสมือนแผนที่นำทางที่บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดของงานวิจัยโดยย่อ ตั้งแต่ที่มาของปัญหา วัตถุประสงค์ ขอบเขต ไปจนถึงประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
ความสำคัญของบทที่ 1:
- วางรากฐาน: เป็นการปูพื้นฐานให้ผู้อ่านเข้าใจว่างานวิจัยของคุณเกี่ยวกับอะไร มีที่มาอย่างไร และทำไมจึงต้องศึกษา
- กำหนดทิศทาง: ช่วยกำหนดกรอบและทิศทางของงานวิจัยให้ชัดเจน ทำให้ผู้วิจัยไม่หลงประเด็น
- สร้างความน่าเชื่อถือ: บทนำที่ดีจะแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาและความรอบคอบของผู้วิจัย ทำให้งานวิจัยมีความน่าเชื่อถือ
- ดึงดูดความสนใจ: เป็นส่วนแรกที่ผู้อ่านจะได้สัมผัส หากเขียนได้ดี จะช่วยดึงดูดความสนใจและกระตุ้นให้อ่านส่วนอื่นๆ ต่อไป
การเขียนบทที่ 1 ที่แข็งแกร่งจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันคือการสร้างความประทับใจแรกและกำหนดโทนของงานวิจัยทั้งหมด
องค์ประกอบสำคัญของวิจัยบทที่ 1 มีอะไรบ้าง?
โดยทั่วไปแล้ว บทที่ 1 ของงานวิจัยจะประกอบด้วยหัวข้อหลักๆ ดังต่อไปนี้ ซึ่งแต่ละส่วนมีความเชื่อมโยงและสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อให้ภาพรวมของงานวิจัยสมบูรณ์
1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา (Background and Significance of the Problem)
ส่วนนี้คือการ "เล่าเรื่อง" ที่มาของปัญหาที่คุณต้องการศึกษา โดยเริ่มจากภาพรวมกว้างๆ ค่อยๆ เจาะลึกลงมาสู่ปัญหาเฉพาะเจาะจงที่งานวิจัยของคุณจะเข้าไปแก้ไขหรือศึกษา คุณต้องแสดงให้เห็นว่าปัญหานี้มีอยู่จริง มีผลกระทบอย่างไร และมีความสำคัญมากพอที่จะต้องทำการวิจัย
- สิ่งที่ควรมี: ข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง, สถานการณ์ปัจจุบันของปัญหา, ผลกระทบของปัญหา, ช่องว่างทางความรู้ที่งานวิจัยจะเข้ามาเติมเต็ม
- ตัวอย่างที่ดี: "ในปัจจุบัน การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ซึ่งพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเป็นหลัก การปิดพรมแดนและการจำกัดการเดินทางทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กจำนวนมากต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนและบางส่วนต้องปิดกิจการ การทำความเข้าใจถึงกลยุทธ์การปรับตัวของผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็กในช่วงวิกฤตนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเป็นแนวทางในการฟื้นฟูและสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจในอนาคต"
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: เขียนกว้างเกินไป ไม่เชื่อมโยงกับปัญหาที่แท้จริง, ไม่มีข้อมูลสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ, ไม่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของปัญหาอย่างชัดเจน
2. คำถามวิจัย (Research Questions)
คำถามวิจัยคือ "คำถามหลัก" ที่งานวิจัยของคุณต้องการหาคำตอบโดยตรง ต้องมีความชัดเจน เฉพาะเจาะจง และสามารถวัดผลได้ คำถามวิจัยที่ดีจะช่วยนำทางในการออกแบบระเบียบวิธีวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล
- สิ่งที่ควรมี: คำถามที่ชัดเจน, เฉพาะเจาะจง, สามารถหาคำตอบได้ด้วยระเบียบวิธีวิจัย, สอดคล้องกับความเป็นมาของปัญหา
- ตัวอย่างที่ดี: "กลยุทธ์การปรับตัวของผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็กในจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงวิกฤต COVID-19 มีอะไรบ้าง?" และ "ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการปรับตัวของผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็กในจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงวิกฤต COVID-19?"
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: คำถามกว้างเกินไป (เช่น "จะทำอย่างไรให้โรงแรมอยู่รอด?"), ถามหลายประเด็นในข้อเดียว, ไม่สามารถหาคำตอบได้ด้วยวิธีการวิจัย
3. วัตถุประสงค์การวิจัย (Research Objectives)
วัตถุประสงค์การวิจัยคือ "เป้าหมาย" ที่คุณต้องการบรรลุจากการทำวิจัย ซึ่งจะต้องสอดคล้องและตอบคำถามวิจัยแต่ละข้ออย่างเป็นรูปธรรม โดยมักจะขึ้นต้นด้วยคำว่า "เพื่อศึกษา", "เพื่อวิเคราะห์", "เพื่อเปรียบเทียบ" เป็นต้น
- สิ่งที่ควรมี: เป้าหมายที่ชัดเจน, เป็นรูปธรรม, วัดผลได้, สอดคล้องกับคำถามวิจัย
- ตัวอย่างที่ดี: "1. เพื่อศึกษากลยุทธ์การปรับตัวของผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็กในจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงวิกฤต COVID-19" และ "2. เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการปรับตัวของผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็กในจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงวิกฤต COVID-19"
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: วัตถุประสงค์ไม่สอดคล้องกับคำถามวิจัย, เป็นนามธรรมเกินไป (เช่น "เพื่อพัฒนาธุรกิจ"), ไม่สามารถวัดผลได้
4. ขอบเขตการวิจัย (Scope of Research)
ส่วนนี้คือการ "กำหนดขอบเขต" ของงานวิจัยให้ชัดเจน เพื่อให้งานวิจัยมีโฟกัสและสามารถทำได้จริง โดยระบุถึงขอบเขตด้านเนื้อหา ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง ระยะเวลา และพื้นที่ที่ทำการศึกษา
- สิ่งที่ควรมี: การระบุขอบเขตด้านต่างๆ อย่างชัดเจน (เนื้อหา, ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง, ระยะเวลา, พื้นที่)
- ตัวอย่างที่ดี: "การวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษากลยุทธ์การปรับตัวและปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็ก (จำนวนห้องพักไม่เกิน 50 ห้อง) ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการโดยตรงในช่วงเดือนเมษายน – มิถุนายน 2567"
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ไม่ระบุขอบเขตให้ชัดเจน ทำให้งานวิจัยกว้างขวางเกินไป หรือไม่สามารถควบคุมได้
5. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ (Expected Benefits)
ส่วนนี้คือการ "ชี้แจงผลลัพธ์เชิงบวก" ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อการวิจัยเสร็จสิ้น โดยจะต้องเชื่อมโยงกับปัญหาและความสำคัญที่ระบุไว้ในตอนต้น และแสดงให้เห็นว่างานวิจัยนี้มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อใครบ้าง
- สิ่งที่ควรมี: ประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม, สอดคล้องกับวัตถุประสงค์, ระบุกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์
- ตัวอย่างที่ดี: "1. ผู้ประกอบการโรงแรมขนาดเล็กจะได้รับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกลยุทธ์การปรับตัวที่ประสบความสำเร็จ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจช่วงวิกฤตและหลังวิกฤต" และ "2. หน่วยงานภาครัฐและผู้กำหนดนโยบายสามารถใช้ผลการวิจัยเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณามาตรการช่วยเหลือและส่งเสริมธุรกิจโรงแรมขนาดเล็กให้มีความยั่งยืน"
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับไม่เป็นรูปธรรม, ไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์, เขียนกว้างเกินไปจนไม่เห็นประโยชน์ที่ชัดเจน
6. นิยามศัพท์เฉพาะ (Definition of Terms)
ส่วนนี้คือการ "ให้คำจำกัดความ" ของคำศัพท์หรือตัวแปรสำคัญที่ใช้ในงานวิจัย เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจตรงกันและลดความกำกวม โดยเฉพาะคำศัพท์ที่มีความหมายเฉพาะในบริบทของงานวิจัยนั้นๆ
- สิ่งที่ควรมี: คำศัพท์ที่สำคัญและมีความหมายเฉพาะในงานวิจัย, คำจำกัดความที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย
- ตัวอย่างที่ดี: "โรงแรมขนาดเล็ก หมายถึง สถานประกอบการโรงแรมที่มีจำนวนห้องพักไม่เกิน 50 ห้อง และจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย" และ "กลยุทธ์การปรับตัว หมายถึง การเปลี่ยนแปลงหรือการริเริ่มแนวทางปฏิบัติใหม่ๆ ในการดำเนินธุรกิจเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์วิกฤต เช่น การปรับลดต้นทุน การพัฒนาบริการใหม่ๆ หรือการใช้ช่องทางการตลาดออนไลน์"
- ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: นิยามศัพท์ที่ไม่จำเป็น (เช่น คำศัพท์ทั่วไปที่ทุกคนเข้าใจ), นิยามศัพท์ที่ใช้กันทั่วไปโดยไม่จำเป็นต้องนิยาม, คำจำกัดความไม่ชัดเจน
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเขียนบทที่ 1 และวิธีแก้ไข
การเขียนบทที่ 1 มักมีข้อผิดพลาดบางประการที่นักวิจัยมือใหม่มักจะเจอ การทราบถึงข้อผิดพลาดเหล่านี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงและปรับปรุงงานเขียนของคุณได้
- ขาดความเชื่อมโยงระหว่างส่วนต่างๆ: ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือความเป็นมาไม่นำไปสู่คำถามวิจัย หรือวัตถุประสงค์ไม่ตอบคำถามวิจัย ทำให้งานวิจัยดูไม่เป็นระบบ
วิธีแก้ไข: สร้างแผนผังความคิด (Mind Map) เพื่อเชื่อมโยงทุกส่วนเข้าด้วยกัน ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทุกหัวข้อมีความสอดคล้องกัน - เขียนกว้างเกินไป ไม่มีจุดโฟกัส: การเขียนความเป็นมาที่กว้างขวางเกินไปโดยไม่เจาะจงปัญหาที่แท้จริง ทำให้ผู้อ่านไม่เห็นความสำคัญของงานวิจัย
วิธีแก้ไข: เริ่มจากภาพรวมแล้วค่อยๆ แคบลงสู่ปัญหาเฉพาะเจาะจงที่งานวิจัยของคุณจะศึกษา ใช้ข้อมูลและสถิติ (ถ้ามีและตรวจสอบได้) เพื่อสนับสนุนความสำคัญของปัญหา - ข้อมูลสนับสนุนไม่เพียงพอ: การกล่าวอ้างถึงปัญหาโดยไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ ทำให้งานเขียนขาดน้ำหนัก
วิธีแก้ไข: ค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น บทความวิชาการ รายงานวิจัย หรือข้อมูลจากหน่วยงานราชการ เพื่อนำมาสนับสนุนความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา - ใช้ภาษาที่ไม่เป็นทางการหรือไม่เป็นวิชาการ: บทที่ 1 เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยวิชาการ จึงต้องใช้ภาษาที่เหมาะสม
วิธีแก้ไข: ใช้ภาษาที่เป็นทางการ ชัดเจน กระชับ และหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาพูดหรือสำนวนที่ไม่เป็นวิชาการ - วัตถุประสงค์หรือคำถามวิจัยไม่ชัดเจน/วัดผลไม่ได้: ทำให้ยากต่อการออกแบบระเบียบวิธีวิจัยและประเมินผล
วิธีแก้ไข: ทบทวนคำถามและวัตถุประสงค์ให้เป็น SMART (Specific, Measurable, Achievable, Relevant, Time-bound)
เคล็ดลับสู่การเขียนบทที่ 1 ที่มีคุณภาพ
เพื่อให้บทที่ 1 ของคุณโดดเด่นและมีประสิทธิภาพ ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปใช้:
- เริ่มต้นด้วยโครงร่าง: ก่อนจะเริ่มเขียนจริง ให้ร่างโครงสร้างของแต่ละส่วน กำหนดประเด็นหลักที่จะเขียน เพื่อให้งานมีทิศทาง
- อ่านงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง: ศึกษาบทที่ 1 ของงานวิจัยที่ตีพิมพ์แล้วในสาขาที่คุณสนใจ เพื่อเป็นแนวทางและเรียนรู้รูปแบบการเขียนที่ดี คุณสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จาก คู่มือการเขียนบทที่ 1–5 ฉบับสมบูรณ์
- เน้นความชัดเจนและกระชับ: เขียนให้ตรงประเด็น หลีกเลี่ยงการใช้คำฟุ่มเฟือย เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย
- ทบทวนและปรับปรุงอยู่เสมอ: การเขียนบทที่ 1 ไม่ใช่การเขียนครั้งเดียวจบ คุณอาจต้องกลับมาแก้ไข ปรับปรุง หรือเพิ่มเติมข้อมูลอยู่หลายครั้ง
- ปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา: อาจารย์ที่ปรึกษาคือผู้ที่มีประสบการณ์และสามารถให้คำแนะนำที่มีค่าได้ อย่าลังเลที่จะขอคำปรึกษาและนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงงานของคุณ
- ยึดมั่นในจริยธรรมทางวิชาการ: การเขียนงานวิจัยต้องซื่อสัตย์สุจริต ห้ามคัดลอกผลงานผู้อื่น ควรใช้การอ้างอิงที่ถูกต้องและสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเอง หากต้องการความช่วยเหลือ ควรเลือกบริการที่ปรึกษาหรือการสอนที่โปร่งใสและเน้นการพัฒนาทักษะของคุณเอง
บทที่ 1 กับบทที่ 2: ความสัมพันธ์ที่ต้องเข้าใจ
บทที่ 1 และบทที่ 2 ของงานวิจัยมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดและเป็นรากฐานซึ่งกันและกัน
- บทที่ 1 (บทนำ): เป็นการตั้งคำถาม กำหนดวัตถุประสงค์ และวางกรอบแนวคิดเบื้องต้นของงานวิจัย เปรียบเสมือนการบอกว่า "เราจะศึกษาอะไร ทำไมต้องศึกษา และจะศึกษาอย่างไร"
- บทที่ 2 (การทบทวนวรรณกรรม): เป็นการค้นหาและสังเคราะห์ความรู้ ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนแนวคิดในบทที่ 1 ช่วยให้ผู้วิจัยเข้าใจสถานะปัจจุบันขององค์ความรู้ในสาขาที่ศึกษา และนำไปสู่การสร้างกรอบแนวคิดการวิจัยที่ชัดเจนขึ้น
ทั้งสองบทต้องสอดคล้องกันอย่างยิ่ง ข้อมูลและแนวคิดที่นำเสนอในบทที่ 1 จะเป็นตัวกำหนดทิศทางในการค้นหาวรรณกรรมในบทที่ 2 และผลจากการทบทวนวรรณกรรมในบทที่ 2 ก็อาจนำไปสู่การปรับปรุงหรือขยายความในบทที่ 1 ได้เช่นกัน การทำความเข้าใจ การเขียนวิจัยบทที่ 2 อย่างลึกซึ้ง จะช่วยให้คุณสร้างความเชื่อมโยงระหว่างสองบทนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณสามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเขียนบทที่ 2 ได้จากบทความ การเขียนบทที่ 2 และ บทที่ 2 ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วิธี เขียน
สรุป: ก้าวแรกที่แข็งแกร่ง สู่ความสำเร็จของงานวิจัย
การเขียนบทที่ 1 อาจดูเป็นเรื่องยากในตอนแรก แต่เมื่อคุณเข้าใจถึงองค์ประกอบและความสำคัญของแต่ละส่วนแล้ว คุณจะพบว่ามันคือการวางแผนงานวิจัยที่สำคัญที่สุด การเริ่มต้นที่ดีด้วยบทที่ 1 ที่ชัดเจน กระชับ และครอบคลุม จะเป็นรากฐานที่มั่นคงนำไปสู่การเขียนบทอื่นๆ ได้อย่างราบรื่น และช่วยให้งานวิจัยของคุณประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ขอให้คุณสนุกกับการเดินทางในโลกของการวิจัย!
คำถามที่พบบ่อย
บทที่ 1 ควรมีความยาวประมาณเท่าไหร่?
ความยาวของบทที่ 1 มักขึ้นอยู่กับประเภทของงานวิจัยและข้อกำหนดของสถาบัน แต่โดยทั่วไปแล้ว สำหรับวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโทหรือเอก อาจมีความยาวประมาณ 10-20 หน้ากระดาษ หรือประมาณ 10-15% ของความยาวงานวิจัยทั้งหมด สิ่งสำคัญกว่าความยาวคือความครบถ้วน ชัดเจน และกระชับของเนื้อหา
ควรเริ่มเขียนบทที่ 1 เมื่อไหร่?
คุณควรเริ่มเขียนบทที่ 1 ทันทีที่คุณมีแนวคิดหัวข้อวิจัยที่ชัดเจนและได้รับการอนุมัติจากอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว แม้ว่าเนื้อหาอาจมีการปรับเปลี่ยนในภายหลัง แต่การเริ่มต้นเขียนจะช่วยให้คุณจัดระเบียบความคิดและวางแผนงานวิจัยได้ดีขึ้น
ถ้ายังไม่แน่ใจหัวข้อวิจัย จะเขียนบทที่ 1 ได้ไหม?
การมีหัวข้อวิจัยที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญในการเขียนบทที่ 1 หากยังไม่แน่ใจ คุณควรปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อช่วยกำหนดหัวข้อและขอบเขตที่เหมาะสมก่อน การพยายามเขียนบทที่ 1 โดยไม่มีหัวข้อที่ชัดเจนอาจทำให้งานเขียนขาดทิศทางและต้องแก้ไขมากในภายหลัง
จำเป็นต้องมีทุกหัวข้อที่กล่าวมาในบทที่ 1 หรือไม่?
โดยทั่วไปแล้ว หัวข้อหลักๆ เช่น ความเป็นมาฯ, คำถามวิจัย, วัตถุประสงค์, ขอบเขต และประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่จำเป็นต้องมีในงานวิจัยเกือบทุกประเภท ส่วนนิยามศัพท์เฉพาะอาจมีหรือไม่มีก็ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีคำศัพท์เฉพาะที่จำเป็นต้องอธิบายหรือไม่ ควรตรวจสอบข้อกำหนดของสถาบันหรือคณะของคุณเพื่อความถูกต้อง
สามารถแก้ไขบทที่ 1 ได้หลังจากเขียนบทอื่นไปแล้วหรือไม่?
ได้แน่นอน บทที่ 1 เป็นส่วนที่อาจมีการปรับปรุงแก้ไขได้ตลอดกระบวนการวิจัย เมื่อคุณทำการทบทวนวรรณกรรมในบทที่ 2 หรือเริ่มเก็บข้อมูลในบทที่ 3 คุณอาจพบข้อมูลใหม่ๆ หรือแนวคิดที่ทำให้ต้องกลับมาปรับปรุงความเป็นมา วัตถุประสงค์ หรือขอบเขตของงานวิจัยให้มีความสมบูรณ์และสอดคล้องกันมากขึ้น