บรรณานุกรมเว็บไซต์: ตัวอย่างและโครงสร้างสำหรับนำไปใช้จริง

ในยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าจากอินเทอร์เน็ต การอ้างอิงแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์กลายเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในงานวิชาการทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรายงาน โครงงาน หรือวิทยานิพนธ์ อย่างไรก็ตาม ด้วยลักษณะเฉพาะของเว็บไซต์ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ไม่มีรูปแบบการเผยแพร่ที่ตายตัว และมักขาดข้อมูลสำคัญบางอย่าง ทำให้การทำบรรณานุกรมเว็บไซต์เป็นเรื่องที่ท้าทายและสร้างความสับสนให้กับนักศึกษาและนักวิชาการจำนวนมาก

ปัญหาที่พบบ่อยคือการอ้างอิงผิดพลาด ไม่ครบถ้วน หรือไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ทางวิชาการ ซึ่งอาจนำไปสู่การถูกมองว่าขาดความน่าเชื่อถือ หรือร้ายแรงกว่านั้นคือการถูกกล่าวหาว่าลอกเลียนผลงาน การทำความเข้าใจโครงสร้างและหลักการที่ถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

บทความนี้จาก EducaNow จะเป็นคู่มือฉบับสมบูรณ์ที่ช่วยให้คุณเข้าใจหลักการและโครงสร้างการทำบรรณานุกรมเว็บไซต์อย่างลึกซึ้ง พร้อมตัวอย่างที่หลากหลายและคำอธิบายข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เพื่อให้คุณสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในงานวิชาการของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการอ้างอิงบทความข่าว บล็อก รายงานจากหน่วยงาน หรือข้อมูลอื่น ๆ บนโลกออนไลน์ เมื่ออ่านจบ คุณจะมั่นใจได้ว่างานของคุณจะมีความน่าเชื่อถือและเป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการอย่างแน่นอน

ทำไมการทำบรรณานุกรมเว็บไซต์จึงสำคัญและท้าทาย?

การทำบรรณานุกรมเว็บไซต์อย่างถูกต้องไม่ได้เป็นเพียงแค่การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์เท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของความน่าเชื่อถือทางวิชาการ การให้เครดิตแก่เจ้าของผลงาน และการป้องกันการลอกเลียนผลงาน (plagiarism) อย่างไรก็ตาม การอ้างอิงจากเว็บไซต์มีความท้าทายเฉพาะตัวที่แตกต่างจากการอ้างอิงจากหนังสือหรือวารสาร:

  • ความไม่คงที่ของข้อมูล: เนื้อหาบนเว็บไซต์สามารถเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือถูกลบออกไปได้ตลอดเวลา ทำให้ข้อมูลที่สืบค้นในวันนี้อาจไม่เหมือนกับข้อมูลในวันพรุ่งนี้
  • ข้อมูลผู้แต่งที่ไม่ชัดเจน: เว็บไซต์หลายแห่ง โดยเฉพาะบล็อกส่วนตัวหรือฟอรัม อาจไม่มีชื่อผู้แต่งที่ชัดเจน หรือบางครั้งเป็นนามแฝง ทำให้ยากต่อการระบุแหล่งที่มา
  • วันที่เผยแพร่ที่ไม่ระบุ: เว็บไซต์จำนวนมากไม่ได้ระบุวันที่เผยแพร่หรือวันที่ปรับปรุงข้อมูลอย่างชัดเจน ทำให้การระบุปีที่เผยแพร่เป็นเรื่องยาก
  • รูปแบบที่หลากหลาย: เว็บไซต์มีหลายประเภท ตั้งแต่บทความข่าว บล็อก รายงานขององค์กร วิกิพีเดีย ไปจนถึงโพสต์บนโซเชียลมีเดีย ซึ่งแต่ละประเภทอาจมีข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการอ้างอิงแตกต่างกันไป

ความท้าทายเหล่านี้ทำให้การทำบรรณานุกรมเว็บไซต์ต้องอาศัยความเข้าใจในหลักการที่ยืดหยุ่นและรอบคอบ เพื่อให้สามารถรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นได้อย่างครบถ้วนและถูกต้องตามหลักวิชาการ

โครงสร้างพื้นฐานของบรรณานุกรมเว็บไซต์ที่ควรรู้

แม้ว่าเว็บไซต์จะมีความหลากหลาย แต่โดยทั่วไปแล้ว การทำบรรณานุกรมเว็บไซต์จะยึดหลักการรวบรวมข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้ผู้อ่านสามารถสืบค้นแหล่งที่มานั้นได้อีกครั้ง โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ได้กับเว็บไซต์ส่วนใหญ่ประกอบด้วยองค์ประกอบหลักดังนี้:

  1. ผู้แต่ง/หน่วยงาน: ชื่อบุคคลหรือชื่อองค์กร/หน่วยงานที่รับผิดชอบเนื้อหานั้น ๆ หากไม่มีชื่อบุคคล ให้ใช้ชื่อหน่วยงาน หากไม่มีทั้งสองอย่าง ให้เริ่มต้นด้วยชื่อเรื่อง
  2. ปีที่เผยแพร่/ปรับปรุง: ปีที่เนื้อหานั้นถูกเผยแพร่หรือปรับปรุงล่าสุด หากไม่มี ให้ใช้ (ม.ป.ป.) ซึ่งย่อมาจาก “ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์”
  3. ชื่อเรื่องบทความ/หน้า: ชื่อเฉพาะของบทความ หน้าเว็บ หรือเอกสารนั้น ๆ ที่คุณใช้อ้างอิง ควรเป็นชื่อที่ชัดเจนและตรงกับที่ปรากฏบนเว็บไซต์
  4. ชื่อเว็บไซต์: ชื่อของเว็บไซต์หลักที่เผยแพร่เนื้อหานั้น ๆ เช่น EducaNow, BBC News, กรมอนามัย
  5. วันที่สืบค้น: วันที่ที่คุณเข้าถึงและสืบค้นข้อมูลจากเว็บไซต์นั้น ๆ เนื่องจากเนื้อหาบนเว็บไซต์อาจเปลี่ยนแปลงได้ การระบุวันที่สืบค้นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
  6. URL: ที่อยู่เว็บเพจ (Uniform Resource Locator) แบบเต็มที่สามารถนำไปวางในเบราว์เซอร์เพื่อเข้าถึงหน้าเว็บนั้นได้โดยตรง

โดยสรุป โครงสร้างทั่วไปที่สามารถปรับใช้ได้คือ:

ผู้แต่ง/หน่วยงาน. (ปี, เดือน วันที่เผยแพร่/ปรับปรุง). ชื่อเรื่องบทความ/หน้า. ชื่อเว็บไซต์. สืบค้นจาก URL (สืบค้นเมื่อ วันที่ เดือน ปี)

โปรดจำไว้ว่านี่คือโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นได้ หากข้อมูลใดไม่ปรากฏ ให้ละเว้นส่วนนั้นไป หรือใช้คำย่อที่เหมาะสม เช่น (ม.ป.ป.) สำหรับปีที่เผยแพร่

ตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรมเว็บไซต์ในสถานการณ์จริง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาดูตัวอย่างการเขียนบรรณานุกรมเว็บไซต์ในสถานการณ์ต่าง ๆ พร้อมคำอธิบายและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

กรณีมีผู้แต่งและวันที่เผยแพร่ชัดเจน

นี่คือกรณีที่ง่ายที่สุดและพบได้บ่อยในบทความข่าวหรือบล็อกที่มีผู้เขียนระบุชื่อชัดเจน

โครงสร้าง: ผู้แต่ง. (ปี, เดือน วัน). ชื่อเรื่องบทความ. ชื่อเว็บไซต์. สืบค้นจาก URL (สืบค้นเมื่อ วันที่ เดือน ปี)

  • ข้อมูลที่พบ: สมศักดิ์ ใจดี, 15 พ.ค. 2567, “เทคนิคการจัดการเวลาสำหรับนักศึกษา”, EducaNow, https://educanow.com/time-management-tips/
  • บรรณานุกรมที่ถูกต้อง: สมศักดิ์ ใจดี. (2567, พฤษภาคม 15). เทคนิคการจัดการเวลาสำหรับนักศึกษา. EducaNow. สืบค้นจาก https://educanow.com/time-management-tips/ (สืบค้นเมื่อ 20 พฤษภาคม 2567)
  • ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: ลืมระบุวันที่สืบค้น หรือสลับตำแหน่งของเดือนและวัน

กรณีไม่มีผู้แต่ง แต่มีหน่วยงานรับผิดชอบ

มักพบในรายงานขององค์กรภาครัฐ เอกสารเผยแพร่ของบริษัท หรือบทความจากสำนักข่าวที่ไม่มีชื่อผู้เขียนเฉพาะ

โครงสร้าง: ชื่อหน่วยงาน. (ปี, เดือน วัน). ชื่อเรื่องเอกสาร/บทความ. ชื่อเว็บไซต์. สืบค้นจาก URL (สืบค้นเมื่อ วันที่ เดือน ปี)

  • ข้อมูลที่พบ: กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, 10 มี.ค. 2566, “แนวทางการดูแลสุขภาพช่องปากสำหรับผู้สูงอายุ”, กรมอนามัย, https://www.anamai.moph.go.th/dental-health-elderly/
  • บรรณานุกรมที่ถูกต้อง: กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2566, มีนาคม 10). แนวทางการดูแลสุขภาพช่องปากสำหรับผู้สูงอายุ. กรมอนามัย. สืบค้นจาก https://www.anamai.moph.go.th/dental-health-elderly/ (สืบค้นเมื่อ 22 พฤษภาคม 2567)
  • ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: พยายามหาชื่อผู้แต่งที่ไม่ปรากฏ หรือใช้ชื่อเว็บไซต์เป็นชื่อหน่วยงาน

กรณีไม่มีวันที่เผยแพร่ (ม.ป.ป.)

พบได้บ่อยในหน้า “เกี่ยวกับเรา” นโยบายความเป็นส่วนตัว หรือบทความที่ไม่ได้รับการอัปเดตบ่อยครั้ง

โครงสร้าง: ผู้แต่ง/หน่วยงาน. (ม.ป.ป.). ชื่อเรื่องหน้า. ชื่อเว็บไซต์. สืบค้นจาก URL (สืบค้นเมื่อ วันที่ เดือน ปี)

  • ข้อมูลที่พบ: EducaNow Team, ไม่ปรากฏวันที่, “เกี่ยวกับเรา”, EducaNow, https://educanow.com/about-us/
  • บรรณานุกรมที่ถูกต้อง: EducaNow Team. (ม.ป.ป.). เกี่ยวกับเรา. EducaNow. สืบค้นจาก https://educanow.com/about-us/ (สืบค้นเมื่อ 25 พฤษภาคม 2567)
  • ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: เว้นว่างส่วนวันที่เผยแพร่ไปเลย หรือไม่ระบุวันที่สืบค้น

กรณีเป็นบล็อกหรือบทความออนไลน์ทั่วไป

คล้ายกับกรณีแรก แต่บางครั้งอาจมีชื่อบล็อกแยกจากชื่อเว็บไซต์หลัก

โครงสร้าง: ชื่อผู้เขียนบล็อก. (ปี, เดือน วัน). ชื่อเรื่องบทความ. ชื่อบล็อก. สืบค้นจาก URL (สืบค้นเมื่อ วันที่ เดือน ปี)

  • ข้อมูลที่พบ: ณัฐพล วิริยะ, 20 เม.ย. 2567, “การเรียนรู้ตลอดชีวิต: กุญแจสู่ความสำเร็จในยุคดิจิทัล”, บล็อกของณัฐพล, https://nattapolblog.com/lifelong-learning-digital-era/
  • บรรณานุกรมที่ถูกต้อง: ณัฐพล วิริยะ. (2567, เมษายน 20). การเรียนรู้ตลอดชีวิต: กุญแจสู่ความสำเร็จในยุคดิจิทัล. บล็อกของณัฐพล. สืบค้นจาก https://nattapolblog.com/lifelong-learning-digital-era/ (สืบค้นเมื่อ 28 พฤษภาคม 2567)
  • ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย: สับสนระหว่างชื่อผู้เขียนกับชื่อบล็อก หรือไม่ระบุชื่อบล็อก หากมี

เพื่อให้ง่ายต่อการตรวจสอบและทำความเข้าใจ เราได้สรุปโครงสร้างและตัวอย่างในรูปแบบตาราง:

องค์ประกอบ คำอธิบาย ตัวอย่าง (สมศักดิ์ ใจดี. (2567, พฤษภาคม 15). เทคนิคการจัดการเวลาสำหรับนักศึกษา. EducaNow. สืบค้นจาก URL (สืบค้นเมื่อ 20 พฤษภาคม 2567))
ผู้แต่ง/หน่วยงาน ชื่อบุคคลหรือองค์กรที่รับผิดชอบ สมศักดิ์ ใจดี.
ปี, เดือน วันที่เผยแพร่ วันที่เนื้อหาถูกเผยแพร่/ปรับปรุง (ใช้ ม.ป.ป. หากไม่พบ) (2567, พฤษภาคม 15).
ชื่อเรื่องบทความ/หน้า ชื่อเฉพาะของเนื้อหาที่อ้างอิง (ตัวเอียง) เทคนิคการจัดการเวลาสำหรับนักศึกษา.
ชื่อเว็บไซต์ ชื่อของเว็บไซต์หลัก EducaNow.
สืบค้นจาก URL ที่อยู่เว็บเพจแบบเต็ม สืบค้นจาก https://educanow.com/time-management-tips/
(สืบค้นเมื่อ วันที่ เดือน ปี) วันที่คุณเข้าถึงข้อมูล (สำคัญมาก) (สืบค้นเมื่อ 20 พฤษภาคม 2567)

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำบรรณานุกรมเว็บไซต์และวิธีแก้ไข

การทำบรรณานุกรมเว็บไซต์มักมีข้อผิดพลาดซ้ำ ๆ ที่สามารถหลีกเลี่ยงได้หากมีความเข้าใจที่ถูกต้อง นี่คือข้อผิดพลาดสำคัญและแนวทางแก้ไข:

  1. ลืมระบุวันที่สืบค้น:
    • ปัญหา: เว็บไซต์เป็นแหล่งข้อมูลที่ไม่คงที่ การไม่ระบุวันที่สืบค้นทำให้ผู้อ่านไม่สามารถตรวจสอบข้อมูล ณ วันที่อ้างอิงได้
    • วิธีแก้ไข: ต้องระบุวันที่สืบค้นทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่มีวันที่เผยแพร่ที่ชัดเจนบนเว็บไซต์
  2. URL ไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์:
    • ปัญหา: การคัดลอก URL ที่ไม่ครบถ้วน ทำให้ผู้อ่านไม่สามารถเข้าถึงแหล่งที่มาได้อย่างถูกต้อง
    • วิธีแก้ไข: คัดลอก URL จากแถบที่อยู่ของเบราว์เซอร์โดยตรง และตรวจสอบให้แน่ใจว่าเป็นลิงก์ไปยังหน้าเว็บที่คุณอ้างอิงจริง ๆ
  3. สับสนระหว่างชื่อผู้แต่งกับชื่อเว็บไซต์:
    • ปัญหา: ผู้เขียนเข้าใจผิดว่าชื่อเว็บไซต์คือชื่อผู้แต่ง ทั้งที่เว็บไซต์เป็นเพียงแพลตฟอร์ม
    • วิธีแก้ไข: แยกแยะให้ชัดเจน หากมีชื่อบุคคลหรือหน่วยงาน ให้ใช้ชื่อนั้นเป็นผู้แต่ง หากไม่มี ให้ใช้ชื่อหน่วยงานหรือองค์กรเจ้าของเว็บไซต์ หากไม่มีทั้งสองอย่าง ให้เริ่มต้นด้วยชื่อเรื่อง
  4. รูปแบบการเขียนไม่สอดคล้องกัน:
    • ปัญหา: การใช้รูปแบบการเขียนบรรณานุกรมที่แตกต่างกันในงานชิ้นเดียวกัน ทำให้งานดูไม่เป็นมืออาชีพ
    • วิธีแก้ไข: เลือกใช้รูปแบบการอ้างอิงที่สถาบันกำหนด และยึดตามรูปแบบนั้นอย่างเคร่งครัดตลอดทั้งงาน
  5. ไม่ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล:
    • ปัญหา: การคัดลอกข้อมูลผิดพลาด เช่น ชื่อเรื่องผิด ปีผิด หรือ URL ผิด ทำให้ผู้อ่านไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้
    • วิธีแก้ไข: ตรวจสอบทุกองค์ประกอบของบรรณานุกรมอย่างละเอียดก่อนส่งงาน การตรวจสอบซ้ำเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้งานของคุณปราศจากข้อผิดพลาดและผ่านการตรวจสอบการคัดลอกผลงาน เช่น วิธีแก้ turnitin ให้ผ่าน

เคล็ดลับสู่การทำบรรณานุกรมเว็บไซต์ที่สมบูรณ์แบบ

การทำบรรณานุกรมเว็บไซต์ให้ถูกต้องและครบถ้วนไม่ใช่เรื่องยาก หากคุณมีหลักการและเครื่องมือที่เหมาะสม นี่คือเคล็ดลับที่จะช่วยให้งานของคุณสมบูรณ์แบบ:

  1. บันทึกข้อมูลทันที: ทันทีที่คุณพบแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์ที่ต้องการนำมาอ้างอิง ให้บันทึกข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดทันที การทำเช่นนี้จะช่วยป้องกันการลืมหรือต้องกลับไปค้นหาใหม่ในภายหลัง
  2. ใช้เครื่องมือช่วยจัดการบรรณานุกรม: โปรแกรมหรือเว็บไซต์จัดการบรรณานุกรมสามารถช่วยคุณจัดเก็บข้อมูลและสร้างบรรณานุกรมในรูปแบบที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
  3. ทำความเข้าใจรูปแบบการอ้างอิงที่ใช้: สถาบันการศึกษาแต่ละแห่งอาจมีข้อกำหนดรูปแบบการอ้างอิงที่แตกต่างกัน การทำความเข้าใจและยึดตาม คู่มืออ้างอิง บรรณานุกรม และรูปเล่ม ฉบับสมบูรณ์ จะช่วยให้งานของคุณเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
  4. ตรวจสอบความถูกต้องซ้ำ: ก่อนส่งงาน ให้ตรวจสอบบรรณานุกรมทุกรายการอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง URL และวันที่สืบค้น เพื่อให้แน่ใจว่าผู้อ่านสามารถเข้าถึงแหล่งที่มาได้จริง
  5. ฝึกฝนและเรียนรู้: การทำบรรณานุกรมเป็นทักษะที่ต้องอาศัยการฝึกฝน ยิ่งคุณทำบ่อยเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งมีความชำนาญมากขึ้นเท่านั้น หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถศึกษาแนวทางการ เขียนบรรณานุกรม เว็บไซต์ ได้จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ บรรณานุกรม เว็บไซต์

การทำบรรณานุกรมเว็บไซต์ที่ถูกต้องและเป็นระบบเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างสรรค์ผลงานวิชาการที่มีคุณภาพและน่าเชื่อถือ แม้ว่าความหลากหลายและพลวัตของข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตจะสร้างความท้าทาย แต่ด้วยความเข้าใจในโครงสร้างพื้นฐาน การเรียนรู้จากตัวอย่าง และการหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่พบบ่อย คุณก็จะสามารถจัดการกับแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์ได้อย่างมืออาชีพ

EducaNow หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และเป็นแนวทางให้คุณสามารถทำบรรณานุกรมเว็บไซต์ได้อย่างมั่นใจและถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อยกระดับคุณภาพงานของคุณและส่งเสริมจริยธรรมทางวิชาการอย่างยั่งยืน

คำถามที่พบบ่อย

ต้องใส่ “สืบค้นเมื่อ” ทุกครั้งหรือไม่?

ใช่ การระบุ “สืบค้นเมื่อ” (Retrieval Date) เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์ เนื่องจากเนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตสามารถเปลี่ยนแปลงหรือถูกลบได้ตลอดเวลา การระบุวันที่สืบค้นจะช่วยให้ผู้อ่านทราบว่าคุณเข้าถึงข้อมูลนั้นเมื่อใด และสามารถตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ณ เวลานั้นได้

ถ้าเว็บไซต์ไม่มีชื่อผู้แต่งเลย ควรทำอย่างไร?

หากไม่พบชื่อผู้แต่งที่เป็นบุคคล ให้มองหาชื่อหน่วยงาน องค์กร หรือสำนักพิมพ์ที่รับผิดชอบเว็บไซต์นั้น ๆ หากไม่มีทั้งชื่อบุคคลและชื่อหน่วยงาน ให้เริ่มต้นบรรณานุกรมด้วยชื่อเรื่องของบทความหรือหน้าเว็บนั้น ๆ แทน

ถ้า URL ยาวมาก ควรย่อหรือไม่?

โดยทั่วไปแล้ว ไม่ควรย่อ URL ในบรรณานุกรม เพราะอาจทำให้ผู้อ่านไม่สามารถเข้าถึงแหล่งที่มาได้โดยตรง ควรใช้ URL แบบเต็มที่คัดลอกมาจากแถบที่อยู่ของเบราว์เซอร์ หาก URL ยาวมากและทำให้รูปแบบบรรณานุกรมดูไม่สวยงาม ให้พิจารณาปรับการจัดหน้าหรือใช้การขึ้นบรรทัดใหม่ที่เหมาะสม แต่ยังคง URL แบบเต็มไว้

เว็บไซต์โซเชียลมีเดีย (เช่น Facebook, Twitter) ต้องทำบรรณานุกรมอย่างไร?

การอ้างอิงจากโซเชียลมีเดียมีรูปแบบเฉพาะ โดยทั่วไปจะประกอบด้วย ชื่อผู้ใช้/ชื่อเพจ. (ปี, เดือน วัน). เนื้อหาโพสต์ (ไม่เกิน 20 คำแรก). ชื่อแพลตฟอร์ม. สืบค้นจาก URL (สืบค้นเมื่อ วันที่ เดือน ปี) ตัวอย่างเช่น: EducaNow. (2567, พฤษภาคม 10). <i>ประกาศรับสมัครนักศึกษาใหม่สำหรับปีการศึกษา 2567</i>. Facebook. สืบค้นจาก [URL] (สืบค้นเมื่อ 30 พฤษภาคม 2567)

เว็บไซต์ที่ต้องล็อกอินถึงจะเข้าถึงได้ ควรทำบรรณานุกรมอย่างไร?

สำหรับเว็บไซต์ที่ต้องล็อกอินหรือเป็นแหล่งข้อมูลส่วนตัวที่ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยสาธารณะ (เช่น กลุ่มปิดใน Facebook, ระบบจัดการการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัย) โดยทั่วไปแล้วไม่แนะนำให้นำมาทำบรรณานุกรม แต่หากจำเป็นต้องอ้างอิงจริง ๆ ควรระบุว่าเป็น ‘แหล่งข้อมูลส่วนตัว’ หรือ ‘ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยสาธารณะ’ และอาจต้องปรึกษาอาจารย์หรือผู้ควบคุมงานวิจัยของคุณเพื่อขอคำแนะนำเพิ่มเติม

Scroll to Top